พูดคุยเบื้องหลัง ‘ล่า’ กับ ‘หมิว-ลลิตา’ ในบทบาทชีวิตดราม่าของแม่ที่ชื่อ ‘มธุสร’

สัมภาษณ์ “หมิว – ลลิตา” กับบทบาทดราม่าในผลงาน “ล่า!” (สุด)

ความเรียบง่ายและความเป็นตัวของตัวเองของ ‘หมิว-ลลิตา ปัญโญภาส’ นางเอกและนักแสดงที่ครองใจคนไทยมานานดูจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนทั้งนอกและในวงการบันเทิง แต่เธอกลับถ่อมตัวบอกว่าเธอไม่สามารถเป็นแบบฉบับให้ใครได้ อย่างไรก็ดีเราก็ยังชื่นชมเรื่องการมองโลกอย่างเข้าใจ ปล่อยวาง และความยึดมั่นในตัวตน ไม่ไหลไปตามกระแสสังคมที่พร้อมจะยกย่องเธอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ล่าสุด! หมิวกลับมาอีกครั้งในละครเรื่อง ‘ล่า’ โดยรับบท ‘มธุสร’ ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจนต้องออกล่าบรรดาผู้ชายที่เคยทำร้ายเธอและลูก ครั้งนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากว่ายากที่สุดในชีวิต ครั้งนี้ OK! เลยไม่พลาดที่จะคุยยาวๆ กับเธออีกครั้ง ถึงชีวิตของหมิวในปัจจุบัน ในวันที่เธอรับบทบาทคุณแม่ที่ลูกชายอยู่ในวัยกำลังโต  และถ้าใครคิดถึง สงสัย ห่วงใยว่าหมิวเป็นอย่างไร สบายดีไหม เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ

Q : เพราะอะไรถึงตัดสินใจรับบทมธุสรในเรื่อง ล่า‘ ?

ตอนแรกที่ได้รับการติดต่อมาก็ไม่มั่นใจว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้แค่ไหน เพราะว่าเป็นบทที่ยากและโด่งดังมากเมื่อ 23 ปีที่แล้ว คนติดภาพล่าในเวอร์ชั่นเก่าซึ่งเราต้องมาเล่นรีเมก ที่ผ่านมาหมิวมักจะเล่นก่อนแล้วคนอื่นค่อยมารีเมก ไม่ค่อยได้เล่นต่อจากใคร ซึ่งเวอร์ชั่นพี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) ก็ทำไว้ดีและเต็มที่มาก เราก็กลัวว่าจะทำได้ไม่ถึงบทบาท แต่มาคิดอีกทีว่าเมื่อโอกาสมาแล้ว เป็นบทบาทที่ไม่ได้เข้าถึงง่ายๆ เป็นเรื่องราวความโศกเศร้าของชีวิตแม่ลูกคู่หนึ่งที่เป็นผู้ถูกกระทำ ถูกข่มขืนและต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยการล่าเพื่อลูก มันก็มีไม่บ่อยในรูปแบบละครไทย  เลยคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสหนึ่งทางการแสดงที่จะพัฒนาตัวเองไปด้วย  และยังเหมือนเป็นการตีแผ่ข่าวบางข่าวที่เห็นในทีวีอยู่บ่อยๆ ซึ่งเราเองก็โศกเศร้า ใจหาย เสียใจกับเหตุการณ์นั้นๆ เราก็เหมือนเป็นตัวแทนของเหตุการณ์นั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับผู้ถูกกระทำ

Q : การทำงานชิ้นนี้ต้องเรียนหรือศึกษาอะไรเพิ่มเติมบ้างไหมคะ ?

ส่วนใหญ่ก็จะออกกำลังกายและอ่านบทก่อนทุกครั้งที่จะไปแสดง ทำตัวเป็นผ้าขาว เพื่อไปเจอผู้กำกับที่จะใส่มาให้เราในวันนั้นว่าจะให้เล่นเป็นอะไร แต่ก็มีที่ไปเรียนเต้นโพลแดนซ์เพิ่ม คือมีฉากที่จะต้องเล่นเป็นโสเภณีต้องเต้นโพลแดนซ์ ตอนแรกก็บอกไปว่าเต้นไม่ได้หรอก อายุมากแล้วใช้แสตนอินดีกว่า ไปๆ มาๆ กองฯและพี่สันต์ ศรีแก้วหล่อ (ผู้กำกับ) ก็เลื่อนวันที่จะถ่ายออกไป เพื่อให้เราได้เรียน ตอนนั้นใจหมิวคิดว่าลองไปสักครั้งหนึ่งให้เขาเห็นว่าเราทำไม่ได้ก็แล้วกัน จำได้ว่าวันแรกที่ซ้อมเสร็จ อีกวันแทบจะลุกไม่ขึ้นเลย แต่ได้เหงื่อดี ได้ออกกำลังกาย หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าดีเหมือนกันนะ เพราะว่าเวลาซ้อม เราเห็นกระจก เห็นคาแร็กเตอร์ที่เปลี่ยนไป กลายเป็นส่วนประกอบในการเล่นละครฉากนั้นได้ดี ก็รู้สึกว่า OK! เลยมาซ้อมต่อเนื่อง แต่ตอนถ่ายก็ไม่ใช่หมิวทั้งหมด  ท่ายากๆ ก็ยังใช้แสตนอินอยู่

Q : การรับบทมธุสรในเรื่อง ล่า ทำให้ถึงกับออกปากว่ายากที่สุดในชีวิต ?

เพราะต้องมีแต่งเอ็ฟเฟ็กต์ ไปหล่อซิลิโคน เพื่อจะมาเติมหน้าเป็นลุคคนแก่,  ผู้ชาย, ผู้หญิงที่ชอบทำศัลกรรมบ่อยๆ ฯลฯ ทุกครั้งที่เปลี่ยนเป็นคนอื่น เราต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วเวลาจะลอกออกก็จะใช้กาวพิเศษไม่ใช่การล้างหน้าเหมือนการแต่งหน้าปกติทั่วไป แต่ทุกอย่างก็ช่วยในการแสดงมาก อย่างตอนเป็นผู้ชาย หมิวยังคิดว่าจะเล่นยังไง แต่พอเอฟเฟ็กต์แต่งเต็มก็แทบจะเล่นน้อยลงเลย เราก็แค่ดูเรื่องท่าทางและควบคุมเสียง การแต่งเอ็ฟเฟ็กต์ช่วยในการแสดงได้เยอะมาก

Q : มีจุดไหนในการแต่งเอฟเฟ็กต์ที่ทำให้รู้สึกกลัวบ้าง ?

ตอนหล่อเอฟเฟ็กต์ครั้งแรกที่ต้องเทอะไรเละๆ ลงมาทั้งหัว แล้วก็ปิดทั้งหู ทั้งตา เราแค่หายใจ ตรงนั้นรู้สึกว่าอึดอัด แค่ 5-10 นาทีก็จะแย่แล้ว ดีที่เขามีฟิตติ้งก่อนทุกครั้ง เพราะฉะนั้นก็เลยลองผิดลองถูกกันก่อน วันฟิตติ้งใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อหนึ่งคาแรกเตอร์ พอวันถ่ายจริงก็ลดอุปกรณ์ลงบ้าง ลดเวลาลงบ้างเหลือ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งทุกคาแร็กเตอร์แต่งยากหมด อย่างตอนที่แต่งเป็นคนแก่ พอใส่ซิลิโคนเสร็จก็ต้องใส่ผมหงอก แล้วก็ต้องใส่วิกอีก ส่วนตอนเป็นคนผิวสีก็ต้องพอกตัวหนา ใส่ทั้งจมูก ใส่ทั้งคาง ใส่ทั้งวิก  สรุปว่ายากทุกลุค แล้วตอนถ่าย ซิลิโคนก็อยู่กับเราตั้งแต่เช้าจนถึง 4 ทุ่ม ติดตึงๆ ไปทั้งวัน

Q : 3 เรื่องที่รู้สึกว่ายากที่สุดสำหรับการแสดงละครเรื่องนี้คืออะไร ?

หนึ่งคือเอฟเฟ็กต์ที่เราต้องอยู่กับมันเป็นวันๆ สองคือการแสดงซึ่งแม้ว่าจะมีประสบการณ์มานานแล้ว แต่การแสดงที่รันทดก็ต้องคอยกดอารมณ์ตัวเองพอสมควร  บางทีฉากดราม่าเราจะเปลี่ยนอารมณ์ไปมามากมายไม่ได้ ต้องคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับตรงนี้แล้วก็ดูความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้อย่างต่อเนื่องว่าเป็นอย่างไร แล้วยังมีความต่อเนื่องจากเริ่มฆ่าคนแรกๆ จนถึงเพี้ยนฆ่าคนสุดท้าย ฉะนั้นเรื่องของการแสดงก็ต้องคอยควบคุมตลอด  และสามก็คือการคุยกับตัวเอง อย่างไบโพลาคือการเป็นคนสองบุคลิก แต่นี่เราเล่นหลายบุคลิก ทำให้การพัฒนาของตัวละครยากขึ้นด้วย

Q : เท่าที่เคยได้ดูมา ตัวละครตัวนี้จะมีอาการหลอนด้วย ระดับความหลอนของตัวละครตัวนี้มีมากน้อยแค่ไหนคะ ?

ช่วงฆ่าคนหลังๆ นี่หลอนมาก เพราะพอฆ่าแล้วก็เล่นกับตัวเอง แล้วเวลาเล่นกับตัวเองมันเป็นทั้งตัวมธุสรที่ไม่กล้า แล้วมาพูดกับไอ้ตัวที่ฆ่าตั้งแต่ระดับที่หนึ่งถึงเจ็ด ฆ่าคนแรกเสร็จ พอมาถึงคนที่สองก็มีวิธีการฆ่าอีกแบบหนึ่ง พอฆ่าคนที่ 3 ด้วยคาแรกเตอร์ที่ไปฆ่าก็เปลี่ยน แล้วก็ยังกลับไปคุยกับมธุสรคนเดิมที่เจอตามเงากระจกอีก มันก็วุ่นวายอยู่เหมือนกันนะเรื่องนี้ เหมือนเล่นละครประมาณ 7 เรื่อง

Q : มีฉากไหนที่ต้องใช้พลังการแสดงเยอะมาก แบบที่กลับบ้านไปแล้วสลบเลย ?

เวลาที่เล่นฉากฆ่าคน จะสลบเหมือดทุกครั้งเพราะถ่ายกันถึงตีสี่ ตีห้า (หัวเราะ) เราเริ่มถ่ายกันตั้งแต่ตอนเย็นไล่ไปเรื่อยๆ ทุกคนก็หมดแรงเหมือนกันหมดแหละค่ะ ไม่ว่าจะเราหรือทีมงาน เรื่องนี้ไม่ใช่หมิวคนเดียว ทีมงานก็ต้องเหนื่อยมาก เรายังได้พักหรือสลับบ้าง แต่คนที่ต้องเตรียมงานเขาแทบไม่ได้พักเลย คือทุกคนเหนื่อยหมด หมิวไม่ได้เหนื่อยไปกว่าใครเลย

Q : เรื่องนี้เป็นเป็นละครที่เครียดและหลอน แล้วบรรยากาศในกองถ่ายล่ะคะเป็นอย่างไร ?

ตอนที่จะต้องถ่ายฉากฆ่า หรือซีนอารมณ์ เราก็คงไม่ได้เล่นกัน แต่ช่วงพัก หรือระหว่างการเปลี่ยนฉากบางครั้งก็คุยเล่นกันบ้าง เราไม่สามารถจะอยู่กับความเครียดนั้นได้ตลอดเวลา  (อย่างนักแสดงที่ตัวจริงค่อนข้างจะเป็นคนอารมณ์ดีอย่าง แจ๊ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ หรือ เผือก-พงศกร จงวิลาศ ซึ่งรับบทเป็นคนร้ายในเรื่อง ระหว่างที่ทำงานด้วยกัน พวกเขาได้เข้ามาสร้างสีสันให้กับกองถ่ายอย่างไรบ้าง?) ในเรื่องเขาก็เครียดนะคะ เขาก็ต้องเก็บอารมณ์เหมือนกัน แต่พอช่วงพักก็คุยสนุก เผือกจะแนวกวนๆ หน่อย ส่วนแจ๊คเขาเป็นคนที่คุยได้ตลอดเวลา น้องๆ แต่ละคนมาเจอกับหมิวแค่ไม่กี่วันหรอก เพราะว่าเราต้องฆ่าทีละคน มีรวมตัวกันครบก็เป็นฉากข่มขืน ฉากนั้นถ่ายอยู่ 3 วัน 3 คืน ก็มีเล่นกันบ้าง แต่เวลาก็เป็นตัวกำหนดให้เราต้องรีบเหมือนกัน ในฉากนี้ทุกคนให้เกียรติเรามาก เวลาที่จะเล่นเขาก็ยกมือไหว้ขอโทษ เพราะเราเป็นผู้หญิง (พวกเขาเกร็งกันไหม?) ไม่เกร็งหรอกค่ะ แต่เขากลัวข้อผิดพลาดในบทเหล่านั้นมากกว่า เพราะว่าบางทีเวลาเราร้อง เราป้องกันตัวเอง เขาไม่รู้หรอกว่า เป็นจริงๆ หรือเปล่า เลยต้องนัดคิวกันไว้เหมือนกัน

Q : ทราบว่าได้คุยกับนก สินจัยเกี่ยวกับบทบาทการแสดงเรื่องนี้ด้วย ?

พอรู้ว่าจะได้เล่น แล้วมีโอกาสได้เจอกันก็เลยขอคำแนะนำจากพี่นก เขาก็บอกว่าอย่ามาดูของพี่นะ เล่นไปตามที่ตัวเองเข้าใจ เล่นไปตามที่ปัจจุบันเขาอยากให้เป็น แต่ก็แอบดูอยู่ดี คือแอบดูเป็นแนวทาง แต่ก็ไม่ได้ก็อปปี้พี่นกนะคะ แค่ดูเพื่อที่จะได้รู้ว่าเรื่องตรงนั้นเป็นอย่างไร เหมือนเป็นการเรียนรู้ในเรื่องบท แต่เวอร์ชั่นในยุคปัจจุบันก็เป็นไปตามบทโทรทัศน์ที่เขาเขียนมาให้เข้ากับยุคนี้

Q : การที่ล่าเวอร์ชั่นที่ ‘นก สินจัย’ แสดงได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง สร้างความกดดันให้กับคุณบ้างไหม ?

คงเป็นแค่ช่วงแรก แต่พอรับแสดงแล้ว และพี่นกปล่อยให้เราเป็นอิสระในแนวทางของเรา ก็ลิงโลดเลย หมิวไม่ได้คิดในแง่นั้น แต่คิดว่าทำอย่างไรให้สมจริงที่สุด ที่จะไม่ให้คนดูผิดหวัง

Q : รู้สึกอย่างไรที่นก สินจัยบอกว่า ‘หมิว ลลิตา’ คือคนที่เหมาะที่สุดที่จะรับบทมธุสรในเวลานี้ ?

เป็นการให้กำลังใจกันน่ะคะ จริงๆ ใครเล่นก็ได้ แต่ว่ามันตกมาที่เรา  คืออายุเท่านี้ ได้มีโอกาสที่ดี ได้บทที่เล่นได้เยอะขนาดนี้ก็ถือว่าหมิวโชคดี

Q : อยากรู้ว่ามธุสร ในปี 2560 จะเป็นอย่างไร ?

เค้าโครงก็เหมือนเดิมทุกอย่างนะคะ แต่วิธีขยี้ของพี่สันต์ก็จะเป็นแนวของเขา ซึ่งถ้าถามว่าแตกต่างกันอย่างไร ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะตอนเล่นขนาดมอนิเตอร์ยังไม่ค่อยได้ดูเลย เลยคิดว่ามันแตกต่างกันโดยบทโทรทัศน์ เหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้วอาจจะแตกต่างจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ยุคนี้ก็ต้องมีโซเชี่ยลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง มีสื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วยทางมธุสรหรือทางโจรเอง เกี่ยวกับเรื่องคดี เกี่ยวกับเรื่องการล่า เลยทำให้สนุกขึ้นไปอีกแบบหนึ่ง นอกเหนือจากดราม่าแล้ว ยังมีเรื่องแอ็คชั่น ความโรคจิตของมธุสร ก็เหมือนกับเป็นการพัฒนาบทให้เข้ากับสังคมในยุคนี้

Q : คิดว่าละครเรื่องนี้จะส่งต่ออะไรให้กับสังคมบ้าง ?

เรื่องนี้เป็นตัวแทนความเดือดร้อนของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่ชีวิตพลิกผันจากเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดนสามีทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ และโดนผู้ชายรุมข่มขืนแล้วยังข่มขืนลูกต่อหน้าตัวเองอีก ทางด้านจิตใจก็คงจะพังไปเลย แล้วอะไรที่ทำให้เขาต้องล่า เขาทำเพื่อลูกหรือว่าอะไร มันก็จะเป็นอรรถรสของละครแล้วล่ะ แต่ก็แทรกเรื่องจริงที่ว่าสมัยนี้เหตุการณ์เหล่านี้ยังมีอยู่นะ ไม่ได้หายไป บางทีกฎหมายก็ช่วยได้ แต่บางทีก็ช่วยไม่ได้ในเหตุผลต่างๆ แต่ว่าในฐานะประชาชนเราก็ทำได้แค่เล่าว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเตือนสติให้อยู่แบบไม่ประมาท ก็อาจจะเป็นเสียงส่วนหนึ่งที่องค์กรต่างๆ จะเข้ามาช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้ หรือว่าทำอย่างไรให้เขาไม่มาเจอเรื่องราวแบบนี้

Q : จากการแสดงเรื่องนี้ คิดว่าจะทำให้วิถีทางการแสดงเปลี่ยนไปไหมคะ ?

หมิวกลัวว่าจะมีแต่ละครแอ็คชั่นมาให้เล่นจังเลย (หัวเราะ) หมิวบอกเลยนะว่าไม่ชิน

Q : มีวิธีการออกจากคาแร็กเตอร์ของมธุสรอย่างไรคะ ?

ถอดชุด ถอดเอฟเฟค จะถอดคาแร็กเตอร์ก่อนถึงบ้านทุกครั้ง เพราะว่าต้องไปโฟกัสที่ลูก ซึ่งลูกคงไม่อยากเห็นแม่เป็นทุกข์แบบมธุสร ทุกวันหมิวจะเอารูปไปให้ลูกดูว่าเราเล่นเป็นอะไร แค่เห็นเขายังหลอน ยังกลัว  ก็จะบอกเขาว่านี้เป็นแค่การแสดง ฉะนั้นพอถึงบ้าน เราอยู่กับลูกก็จะกลายเป็นเรื่องอื่นแล้ว ตัดเรื่องงานไปเลยอยากสนุกกับเขา อยากให้เขามีความสุข เลยไม่ค่อยได้อยู่กับมธุสรเท่าไร เพราะว่าชีวิตเขารันทดเกินกว่าที่จะพาเขากลับบ้านไปด้วย

Q : ก่อนที่จะรับแสดงเรื่องนี้บอกกับสองหนุ่มอย่างไรบ้าง ?

ก็บอกว่าแม่รับแสดงเรื่องนี้นะ มีอะไรที่โหดๆ เยอะ พยายามให้เขาเข้าใจว่านี่คือการแสดงบทบาทของผู้หญิงที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เขาเองก็ได้เห็นในข่าว ซึ่งเขาก็รู้ว่าหมิวเป็นนักแสดง มันเป็นอาชีพของเรา (น้องๆ ให้กำลังใจอย่างไรบ้าง?) เวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาก็เอาใจเรา และทำบรรยากาศให้ดี (ตอนนี้น้องอีตันยังนวดให้คุณแม่อยู่หรือเปล่า?) ตอนนี้ไม่ค่อยแล้วค่ะ เพราะต้องดูแลสาว  ชีวิตหมิวก็เลยพลิกผันน่าสงสารขึ้นมาเลย

Q : เป็นคุณแม่ที่มีลูกชายอยู่ในวัยกำลังโต ซึ่งต่างกับเราทั้งเพศและวัยอย่างนี้ มีการรับมืออย่างไร ?

ปล่อยไปตามธรรมชาตินะคะ เพราะเดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ เด็กสามารถเข้าถึงได้เอง เขารู้เรื่องต่างๆ ได้เร็วกว่าตอนที่เราอายุเท่าเขาเสียอีก หมิวก็พยายามเป็นเพื่อนกับเขา ให้เขาคุยกับเราได้ทุกเรื่องอย่างเปิดเผย ส่วนใหญ่ก็จะคุยเรื่องทั่วๆ ไปให้เขาไม่ประมาท ไม่ไปสุ่มเสี่ยงกับเรื่องอันตราย ให้รู้ดีรู้ชั่ว และตอนนี้หมิวเห็นข้อดีของการที่ลูกๆ เล่นกีฬานะคะ นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว สมองก็ยังปลอดโปร่ง หัดให้มีน้ำใจนักกีฬา ฝึกการทำงานเป็นทีม แล้วเขาได้ไปแข่งที่ต่างประเทศกันทั้งคู่ ได้ประสบการณ์กันเยอะแยะเลย  ทำให้เราแทบจะไม่ต้องสอนเขามากมาย เพราะครูจะเป็นผู้นำทีม ซึ่งจะสอนให้เด็กดูแลกัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของทีม การเดินทาง หรือว่าประสบการณ์  มีทั้งโรงเรียนและครูใส่ใจ คือเราก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากในหนึ่งวันเขาก็จะอยู่กับทางโรงเรียน

Q : มีคำสอนไหนที่คุณแม่แมว (จารุวรรณ ปัญโญภาส) สอนคุณและนำมาสอนน้องๆ ต่อบ้าง ?

แม่จะเน้นในเรื่องความมีวินัย เพราะว่าเรื่องอื่นก็แล้วแต่เหตุการณ์ไป โตๆ กันแล้ว เราก็ต้องรู้กันเอง

Q : ผู้หญิงเราก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่วันหนึ่งก็จะมีเรื่องที่ทำให้หัวใจแข็งแรงและอ่อนแอ คุณเองเป็นคนที่ชอบเขียนโค้ตคำพูดดีๆ แปะโพสอิทไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน ในวันที่ผู้หญิงหลายคนรู้สึกแย่ คุณจะคิดถึงโค้ตคำพูดไหนที่จะบอกพวกเขาคะ?

เราพยายามที่จะอยู่กับปัจจุบัน และให้โอกาสตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ การที่เราไปรอคนให้กำลังใจ หรือรอสิ่งที่ต้องให้คนอื่นมาสนับสนุน บางทีมันก็ดีสำหรับชีวิต แต่จริงๆ แล้วในที่สุดเราให้กำลังใจตัวเองอยู่ดี บอกตัวเองว่าเราจะผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้ เพียงแต่ต้องให้เวลาและให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ

นางแบบ: ลลิตา ปัญโญภาส
เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า: Hermès, Asava, Patinya, Vatanika, Kayve
สไตลิสต์: ศุภะกิจ หุนารักษ์
แต่งหน้า-ทำผม: ภคณัฏฐ์ พูลสวัสดิ์
ช่างภาพ: อิทธิพล พนาสุภน
ผู้ช่วยช่างภาพ: ชลนิธิ สุขอนันตธรรม
สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
สถานที่: Al Meroz Hotel โทร. 0-2136-8700


ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่…

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand

Comments

comments