ราชาเสือดำผู้ไม่ยอมถูกล่า! ทำความรู้จัก แชดวิค โบสแมน ซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ใน Black Panther

ตั้งแต่ปล่อยเทรลเลอร์หนังออกมาเมื่อปีที่แล้ว Black Panther หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องล่าสุดจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ Marvel Studios ก็ทำเอาคนดูตื่นเต้น เพราะหนังดูมีสีสัน มีความเท่ และมีฉากแอ็คชั่นสุดมัน พร้อมการเล่าเรื่องและเพลงประกอบที่บรรจงคัดสรรมาอย่างดี (ได้เคนดริค ลามาร์ แร็ปเปอร์เจ้าของรางวัล Grammy Awards มารับหน้าที่เลือกซาวนด์แทร็คของหนังด้วย) แฝงกลิ่นอายแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องไหนๆ ของจักรวาลมาร์เวล Black Panther ยังเปิดตัวพระเอกซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ที่เราอยากให้คุณรู้จัก เขาชื่อแชดวิค โบสแมน นักแสดงชาวอเมริกันวัย 40 ปี และนี่คือ 6 เรื่องที่น่าสนใจของหนุ่มหุ่นสตรองคนนี้

แชดวิค โบสแมน กับบทซูเปอร์ฮีโร่สุดเท่ ใน Black Panther

1.เขารับบทซูเปอร์ฮีโร่ผิวสีคนแรกที่เป็นตัวเอกในหนังของค่าย Marvel Studios

ที่ผ่านมา Marvel Studios ผลิตซูเปอร์ฮีโร่มากมายให้มาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม ทั้งไอรอนแมน, สไปเดอร์แมน, กัปตันอเมริกา, ธอร์, แอนท์-แมน, ด็อกเตอร์ สเตรนจ์ ฯลฯ แต่ไม่มีซูเปอร์ฮีโร่ตัวไหนเลยที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ผิวสีและเป็นตัวเอกของเรื่อง แบล็ค แพนเธอร์ ฮีโร่ราชาเสือดำผู้ลึกลับในหนัง Black Panther นี่ล่ะที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แก่หนังของ Marvel Studios และบอกเราว่าซูเปอร์ฮีโร่ผิวสีก็ทั้งคูลทั้งเท่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้ยังได้ลูปิตา ยองโก เจ้าของรางวัลนักแสดงสมทบหญิงจากหนัง 12 Years a Slave จากเวทีออสการ์ในปี 2014 มาร่วมจอยด้วยนะ

2.เกือบเลิกเป็นนักแสดงเพื่อไปเป็นผู้กำกับ

แชดวิคอาจเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงและไม่เคยมีผลงานการกำกับมาก่อน แต่แรกเริ่มเดิมทีเขาอยากเป็นผู้กำกับ แต่เรียนการแสดงเพื่อให้เข้าถึงการเป็นนักแสดงมากกว่า หลังจากรับบทเล็กๆ มาสองสามเรื่อง แชดวิคก็คิดจะเลิกเป็นนักแสดงแล้วหันมาเป็นผู้กำกับเต็มตัว จนกระทั่งได้รับการทาบทามให้รับบทนักเบสบอลแจ็คกี้ โรบินสัน ในหนังชีวประวัติ 42 (2013) ซึ่งตอนนั้นเขากำลังอยู่ในช่วงกำกับละครเวทีเรื่อง East Village อยู่ บทนักเบสบอลแจ็คกี้ใน 42 นับเป็นบทแจ้งเกิดของแชดวิค นอกจากนี้เขายังเคยเล่นหนังเรื่องดังอย่าง Gods of Egypt (2016) และ Marshall (2017) มาแล้ว

Gods of Egypt

3.ผลงานการแสดงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ของเขาเป็นหนังชีวประวัติ

แชดวิคสนใจการเล่าเรื่องราวจากชีวิตจริง กว่าครึ่งของหนังที่เขาเคยเล่นคือบทของตัวละครที่มีอยู่ในชีวิตจริง รวมทั้งบทเจมส์ บราวน์ ตำนานนักร้องเพลงโซลผู้ล่วงลับใน Get It Up (2014) และเธอร์กู้ด มาร์แชลล์ นักกฎหมายผิวสีคนแรกที่ได้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดของประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาใน Marshall

Get It Up
Marshall

4.เขาเรียนระดับมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิจิตรศิลป์ สาขากำกับการแสดง จาก Howard University ในวอชิงตัน ดี.ซี. แชดวิคก็ไปเรียนต่อที่ British American Drama Academy ในอ็อกซ์ฟอร์ด อังกฤษ และต่อด้วย Digital Film Academy ในนิวยอร์กซิตี้ นอกจากนี้เขายังเคยเป็นอาจารย์สอนการแสดงมาก่อนด้วยนะ

5.เขามีพรสวรรค์ด้านการเล่นบาสเกตบอล

แชดวิคเล่นบาสเกตบอลมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลายและเคยอยู่ทีมบาสเกตบอลมาก่อน ทุกวันนี้ก็ยังมีโอกาสเล่นบาสฯ อยู่บ้าง นอกจากนี้เขายังเป็นแฟนกีฬาเบสบอลด้วย น่าแปลกที่เขาเคยเล่นแต่หนังที่เกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอลและเบสบอล แต่ไม่เคยเล่นหนังเกี่ยวกับบาสเกตบอลเลย

6.เขามีความฝันอยากรับบทจิมี่ เฮนดริกซ์

คุณอาจคิดว่าการมีโอกาสได้เล่นบทเจมส์ บราวน์ คือสุดยอดโอกาสทางการแสดงในชีวิตของแชดวิคแล้ว แต่อีกบทบาทหนึ่งที่หนุ่มคนนี้อยากเล่นมากกว่าก็คือบทจิมี่ เฮนดริกซ์ สุดยอดตำนานมือกีตาร์ระดับโลกแห่งยุค 60 “ผมอยากรับบทจิมี่ เฮนดริกซ์ มากๆ ครับ” แชดวิคเผย

ที่มา: นิตยสาร OK! ฉบับ ก.พ. 2561

[Photo Credit: Instagram/ chadwickboseman, marvelstudios]

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/

♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/

♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand

♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

ยิ่งโตยิ่งฮอต! เฮลี่ สไตน์เฟลด์ มีส่วนร่วมอะไรในหนัง Fifty Shades Freed

ไม่ได้เป็นแค่นักแสดงมากฝีมือมาตั้งแต่เด็กๆ เท่านั้น แต่ เฮลี่ สไตน์เฟลด์ วัย 21 ปี ยังมีความสามารถรอบด้าน เพราะเธอทั้งร้องเพลงเริ่ดและเต้นเก่งด้วยนะ ล่าสุดนักแสดงสาวจากหนังดัง True Grit, Ender’s Game, Begin Again, Pitch Perfect 2, Pitch Perfect 3, The Edge of Seventeen ยังร้องเพลง “Capital Letters” (ร่วมกับ BloodPop) ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบหนังโรแมนติกดราม่าแสนเซ็กซี่ Fifty Shades Freed ภาคจบ (เพิ่งเข้าฉายเมื่อวันที่ 8 ก.พ.) ด้วยล่ะ เสียงของน้องเฮลี่ถือว่าเพราะและเซ็กซี่ทีเดียว สาวคนนี้ยิ่งโต ยิ่งสวยฮอต และหลังๆ รูปร่างยังผอมเพรียวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดด้วย ในมิวสิควิดีโอเพลงนี้ น้องยังดูสวยเซ็กซี่และภาพในมิวสิควิดีโอก็สวยมากๆ ด้วยนะ แนะนำให้ดูกันด่วนๆ

เฮลี่ สไตน์เฟลด์ ร้องเพลง “Capital Letters”

ประกอบหนังดัง Fifty Shades Freed

เฮลี่ สไตน์เฟลด์ ยิ่งโต ยิ่งสวย ยิ่งดูเป็นสาวฮอต

 

FIFTY SHADES FREED SOUNDTRACK

สำหรับเพลงประกอบหนัง Fifty Shades Freed ที่นำแสดงโดยพระเอกสุดหล่อเจมี่ ดอร์แนน และนางเอกหุ่นดีดาโกตา จอห์นสัน นั้น นอกจากจะมีเพลง “Capital Letters” ของสาวเฮลี่แล้ว ยังมีเพลงเพราะๆ อย่าง “For You” ซึ่งเป็นเพลงหลักร้องโดยริต้า โอรา และเลียม เพย์น นอกจากนี้ยังมีเพลงของศิลปินชื่อดัง ทั้งเซีย, เอลลี่ โกลดิง, จูเลีย ไมเคิลส์, ดูอา ลิปา ฯลฯ อีกด้วย

HER HIT SONGS

ก่อนหน้าที่จะมีเพลง “Capital Letters” เฮลี่ยังเคยมีอีพีชื่อ Haiz ออกมาในปี 2015 ด้วย โดยมีเพลงฮิตๆ ติดหูอย่าง “Love Myself”, “Rock Bottom” (ฟีเจอริงกับ DNCE), “Starving” (กับดูโอ Grey และฟีเจอริงกับดีเจเซดด์), “Let Me Go” (กับอเลซโซ และฟีเจอริงกับดูโอ Florida Georgia Line และแอนดรูว์ วัตต์) ซึ่งเพลงของสาวเฮลี่ก็นับได้ว่าได้รับการตอบรับที่ดีในระดับเมนสตรีมเลยล่ะ และเท่าที่สังเกต น้องเฮลี่จะดูแฮปปี้มากๆ เวลาที่ได้ร้องเพลงและขึ้นโชว์บนเวทีเสมอ

[Photo Credit: Instagram/ haileesteinfeld]

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

15 มุมน่าสนใจของพระเอกสุดเซ็กซี่ เจมี่ ดอร์แนน ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน

หลังจากที่ เจมี่ ดอร์แนน และ ดาโกตา จอห์นสัน เสิร์ฟความเซ็กซี่เร่าร้อนผ่านเลิฟซีนในบทมิสเตอร์คริสเตียน เกรย์ และแอนัสเตเซีย สตีล ในหนังอีโรติกสายแมสส์มาแล้วในหนัง 2 ภาค คือ Fifty Shades of Grey (2015) และ Fifty Shades Darker (2017) ล่าสุดความเซ็กซี่เหล่านั้นก็เดินทางมาถึงจุดจบในปีนี้กับภาคอวสานในชื่อ Fifty Shades Freed โดยหนังเข้าฉายในเดือนกุมภาพันธ์ หนังภาคต่อเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแอนัสเตเซียกับมิสเตอร์เกรย์ หลังจากภาคที่แล้วทั้งคู่ได้ตกลงแต่งงานกัน โดยภาคนี้จะเป็นการออกไปท่องโลกฮันนีมูนให้แฟนหนังได้อิจฉาตาร้อนผ่าว รวมถึงล้วงลึกเข้าไปถึงอีกด้านในจิตใจของมิสเตอร์เกรย์ ความรักของทั้งคู่จะมีจุดจบอย่างไร แฮปปี้ไหมต้องไปหาคำตอบกันในโรงภาพยนตร์ ก่อนจะไปติดตามภาคจบที่เจมี่จะโบกมือลาบทมิสเตอร์เกรย์ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักชั่วข้ามคืน มาทำความรู้จักสตาร์สุดฮอตคนนี้มากขึ้นอีกนิด แล้วจะพบว่าเจมี่ ดอร์แนน ที่คุณเห็นในหนังนั้น แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกับตัวจริงของเขาเลย…

เจมี่ ดอร์แนน กับดาโกตา จอห์นสัน กลับมาอีกครั้ง

ในภาคจบของหนังโรแมนติกดราม่า Fifty Shades Freed

1.FILMING FIFTY SHADES SEQUEL DURING NICE TERROR ATTACK

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อช่วงกลางคืนของวันที่ 14 กรกฎาคมตามเวลาท้องถิ่นของฝรั่งเศสในปี 2016 เกิดเหตุก่อการร้ายช็อกโลก เมื่อมีผู้ขับรถบรรทุกพุ่งตรงเข้าชนฝูงชนที่ออกมาเฉลิมฉลองอยู่กลางถนน เพื่อดูพลุไฟเนื่องในวันชาติฝรั่งเศส (Bastille Day) ในเมืองนีซ เมืองตากอากาศชื่อดังทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 84 คน และบาดเจ็บกว่า 300 คน ซึ่งช่วงนั้นนักแสดงและทีมงานหนัง Fifty Shades Darker และ Fifty Shades Freed ได้ยกกองไปถ่ายทำที่นีซด้วย แต่โชคดีที่ทุกคนปลอดภัยดี เพราะปิดกล้องกันไปแล้วก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้น

2.HOW HE GOT FIT FOR THE ROLE

เมื่อเล่นหนังอีโรติกที่เต็มไปด้วยฉากเลิฟซีนร้อนแรง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ชมทั่วโลกแทบจะเห็นรูปร่างของคุณตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นั่นย่อมทำให้คุณกดดันเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้เจมี่จึงต้องทุ่มเทฟิตหุ่นเพื่อให้ตัวเขาดูดีที่สุดในจอเช่นกัน ย้อนกลับไปที่ Fifty Shades of Grey ซึ่งเป็นภาคแรกนั้น เชื่อไหมเจมี่มีเวลาฟิตหุ่นให้เฟิร์ม 4 สัปดาห์เท่านั้น เขาจึงต้องออกกำลังกายอย่างเข้มข้นภายในเวลาจำกัด แต่ต้องบอกว่าเขาทำได้ดีทีเดียว เพราะยังไม่มีสาวคนไหนปฏิเสธว่าเขาดูดีมากๆ ในหนัง!

3.HE DID PUSHUPS TO PREPARE FOR THE SCENES

แม้เจมี่กับดาโกตา นางเอกหนังแฟรนไชส์ Fifty Shades of Grey จะกลายเพื่อนนักแสดงที่สนิทกันไปแล้ว แต่การจะเล่นฉากเลิฟซีนยังคงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเจมี่อยู่ แต่ระยะหลังๆ เขาก็ดูชิลล์กับการถ่ายทำฉากแบบนี้มากขึ้น ดาโกตาบอกว่าก่อนเข้าฉากเลิฟซีน เธอมักจะดื่มวิสกี้เพื่อบิลด์ตัวเอง ส่วนเจมี่นั้นไม่ได้กระดกวิสกี้ย้อมใจ แต่จะเน้นวิดพื้นก่อนเข้าฉากแทน เฮธตี้มากอะไรมาก ไม่แปลกใจว่าทำในหนังเขาถึงดูดีตลอด!

4.HE’S A BELFAST BOY

เจมี่เป็นนักแสดงที่โด่งดังในฮอลลีวูดก็จริง แต่ไม่ได้เกิดและเติบโตในฮอลลีวูดนะ ที่จริงเขาเป็นนักแสดงหนุ่มจากเมืองเบลฟาสต์ของไอร์แลนด์เหนือ อินเนอร์เขาจึงเป็นหนุ่มไอริชโดยแท้ เจมี่เป็นหลานของนักเทศน์นิกายเมธอดิสต์ (Methodist) ซึ่งเป็นนิกายโปรเตสแตนต์นิกายหนึ่ง เขาเข้าเรียนที่ Methodist College Belfast ซึ่งตอนนั้นเขาเป็นนักกีฬารักบี้ด้วยและมีโอกาสจับงานแสดงบ้าง น่าเศร้าที่แม่ของเจมี่ด่วนจากไปด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนในปี 1988 เมื่อเขาอายุเพียง 16 ปี “การสูญเสียแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย นั่นเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายในชีวิตผม” หลังจากนั้นเมื่ออายุ 17 ปี เจมี่ยังเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้ใจสลายอีกครั้ง เมื่อเพื่อนของเขาประสบอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิตทีเดียว 4 คน เจมี่ลองทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อค้นหาว่าที่จริงแล้วเขาชื่นชอบอะไรกันแน่ ก่อนจะเดินเข้าสู่เส้นทางสายการแสดง เล่นทั้งหนังและซีรีส์ จนกระทั่งมาเปรี้ยงสุดๆ จากบทมิสเตอร์เกรย์นี่ล่ะ

5.HE USED TO BE A MODEL

บทมิสเตอร์เกรย์อาจจะขยับสเตตัสให้เจมี่ขึ้นแท่นสตาร์หนุ่มแสนเซ็กซี่ในสายตาสาวๆ ทั่วโลก ด้วยหน้าตา น้ำเสียง บุคลิก รูปร่าง และการแต่งตัวที่ทำเอาสาวๆ อ่อนระทวยได้อย่างง่ายดาย แต่ก่อนหน้านั้นอย่างที่ทราบกันว่าสมัยวัยรุ่นเขาเคยเป็นนายแบบมาก่อน ทั้งยังถ่ายแบบเซ็กซี่ให้กับชุดชั้นในชายเคียงข้างสาวชื่อดังมาแล้ว ทั้งแบรนด์ Hugo Boss, Calvin Klein ฯลฯ หลายคนอาจคิดว่าบรรดานายแบบนางแบบทั้งหลายคงจะภาคภูมิใจในรูปร่างสุดเป๊ะของตัวเอง แต่ในกรณีของเจมี่นั้นไม่ใช่ ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่ชอบรูปร่างของตัวเอง และรู้สึกว่าสมัยวัยรุ่นดูเป็นเด็กเก้งก้างไปหน่อย เอ…แต่เราว่าหุ่นของเขา…อื้ม…ใช้ได้เลยนะ!

6.HE ONCE DATED KEIRA KNIGHTLEY

ก่อนจะมาดังเปรี้ยงกับบทมิสเตอร์เกรย์ สมัยวัยรุ่น ช่วงปี 2003-2005 เจมี่เคยเดทกับนักแสดงสาวชื่อดังชาวอังกฤษอย่างเคียร่า ไนต์ลีย์ ด้วย โดยทั้งคู่สปาร์กรักในกองถ่ายแฟชั่นของแบรนด์ Asprey ในปี 2003 และสานสัมพันธ์ต่ออีก 2 ปี ย้อนกลับไปช่วงนั้นเจมี่บอกว่านั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับชื่อเสียงและปาปารัซซี่อย่างแท้จริง อาจไม่ใช่ประสบการณ์ความรักที่ดีที่สุด และเผลอๆ อาจเป็นสาเหตุของการเลิกราด้วย แต่อีกแง่หนึ่งมันอาจช่วยให้เขารู้วิธีเตรียมตัวรับมือกับชื่อเสียงชั่วข้ามคืนจากการเล่นหนังอีโรติกแฟรนไชส์อย่าง Fifty Shades of Grey ก็ได้นะ

7.HE WAS IN A FOLK BAND

นอกจากจะเป็นนักแสดงและเคยเป็นนายแบบสุดฮอต เจมี่ยังเคยเป็นนักร้องมาก่อนด้วย! ธรรมดาที่ไหน โดยเขาเคยเป็นนักร้องนำวงโฟล์กชื่อ Sons of Jim ซึ่งก็มีชื่อเสียงใช้ได้ ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ น่าเสียดายที่เจมี่กับเดวิด อเล็กซานเดอร์ เพื่อนสมาชิกในวงได้แยกวงไปแล้วในปี 2008 แต่ลองไปเสิร์ชดูใน YouTube กันได้ เพลงเพราะๆ ของวงก็เช่น “My Burning Son”, “Don’t Throw Your Love Away”, “Fairytale”, “Tonight”, “Old Faces”, “All the Wrong Answers”, “When I Go” ฯลฯ สำหรับ Fifty Shades Freed เจมี่ก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์มาฝากแฟนๆ เมื่อเขาร่วมร้องหนึ่งในเพลงซาวนด์แทร็กของหนังด้วย ชื่อเพลง “Maybe I’m Amazed” ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นคัฟเวอร์เพลงของเซอร์ พอล แมคคาร์ตนีย์ สมาชิกวงในตำนาน The Beatles จากอัลบั้มเดี่ยว McCartney ที่ปล่อยออกมาในปี 1970 นู่น โดยพอลแต่งเพลงนี้เพื่อขอบคุณลินดา ภรรยาในตอนนั้นที่คอยให้กำลังใจและช่วยให้เขาก้าวผ่านช่วงเวลาที่ The Beatles แยกวงมาได้

8.HE USED TO LIVE WITH EDDIE REDMAYNE

เรื่องนี้น่าสนใจมาก! รู้ไหมว่าครั้งหนึ่งเจมี่เคยอยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกับเอ็ดดี้ เรดเมย์น นักแสดงดีกรีออสการ์จากหนัง The Theory of Everything (2014) ด้วย ก่อนที่ต่อมาเจมี่จะเจอกับอามีเลีย ภรรยา ตอนนี้เอ็ดดี้ก็ขึ้นแท่นนักแสดงเจ้าบทบาทของวงการไปแล้ว และเล่นหนังดังๆ อย่าง Les Miserables (2012), The Danish Girl (2015), Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016) ฯลฯ

9.MARIE ANTOINETTE WAS ACTUALLY HIS BIG BREAK

ก่อนจะมารับบทมิสเตอร์เกรย์แสนเซ็กซี่ ลึกลับ และมีปม เจมี่ผ่านการแสดงหนังมาแล้วหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ทำให้เป็นที่รู้จักคือ Marie Antoinette (2006) ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับเคิร์สเทน ดันสต์ นักแสดงหลักผู้รับบทพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ในเรื่องเจมี่รับบทท่านเคานต์ที่เป็นชู้รักของเธอ แต่ลุคของเจมี่ในเรื่องนี้คือผมเป็นท่านลอร์ดแบบยุคก่อนมาเลยจ้า ต่างจากลุคนักธุรกิจหนุ่มสุดฮอตอย่างคริสเตียน เกรย์ สุดๆ นอกจากบทมิสเตอร์เกรย์แล้ว ระยะหลังมานี้อีกบทหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือบทฆาตกรต่อเนื่องพอล สเปคเตอร์ ในซีรีส์ The Fall (2013-2016) ส่วนปีนี้หนังจาก Fifty Shades Freed ลาโรง เจมี่ก็จะมีผลงานหนังแอ็กชั่นผจญภัยอย่าง Robin Hood และหนังดราม่า Untogether มาฝากแฟนๆ ด้วย

Marie Antoinette
The Fall
Robin Hood

10.HE’S A REAL FAMILY GUY

แม้บทมิสเตอร์เกรย์ในหนังจะดูเยือกเย็นและห่างเหินจากแอนัสเตเซีย สตีล แต่ที่จริงแล้วเจมี่คือแฟมิลี่กายตัวจริงเสียงจริง! เขารักกับอามีเลีย วอร์เนอร์ ภรรยาซึ่งเป็นนักร้องนักแต่งเพลงและนักแสดงชาวอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2010 หลังรู้จักกันผ่านเพื่อนของเพื่อนที่ปาร์ตี้หนึ่งในฮอลลีวูด ทั้งคู่ลั่นระฆังรักในปี 2013 ปัจจุบันมีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ชื่อดัลซี่และเอลวา (และเจมี่ต้องบินไปถ่ายหนัง Fifty Shades of Grey หลังอามีเลียให้กำเนิดดัลซี่ได้แค่ 3 วัน!) ที่ผ่านมาเจมี่ไม่เคยมีข่าวฉาวหรือข่าวนอกใจกับสาวคนไหน ขนาดกับดาโกตาซึ่งเล่นฉากเลิฟซีนด้วยกันเยอะมากในหนังก็ไม่มีข่าวสปาร์กรักอะไรออกมาเลย นับว่าเป็นมืออาชีพด้วยกันทั้งคู่ สำหรับดาโกตา ล่าสุดเธอกำลังอินเลิฟกับคริส มาร์ติน นักร้องนำวงร็อกชื่อดัง Coldplay อยู่ สาวคนนี้สเปคเธอชอบหนุ่มๆ สายร็อก สายศิลปินเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้เธอก็เคยเดทกับแมทธิว ฮิตต์ นักร้องนำและมือกีตาร์วงอินดี้ร็อก Drowners มาก่อน

11.HE’S A MANCHESTER UNITED FAN

เจมี่เป็นคนที่คลั่งไคล้กีฬามาก เขาเป็นแฟนตัวยงของทีม Manchester United ในศึกพรีเมียร์ลีก และมักซื้อตั๋วเข้าชมการแข่งขันเป็นประจำ นอกจากนี้ตอนอยู่ที่ไอร์แลนด์เหนือบ้านเกิด เขายังชอบเล่นรักบี้ด้วย ปัจจุบันเมื่อมีเวลาว่าง กีฬาอีกประเภทหนึ่งที่เจมี่โปรดปรานคือกอล์ฟ ทุกๆ ปีเรามักเห็นเขาเข้าร่วมการแข่งขันรายการกอล์ฟชื่อดัง Alfred Dunhill Links Championship ที่เมืองเซนต์แอนดรูว์สในสกอตแลนด์ เมืองชายทะเลซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของกีฬากอล์ฟเสมอ “การได้เล่นกอล์ฟที่นี่คือหนึ่งในความรู้สึกที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ว่าฝีมือการเล่นกอล์ฟของคุณจะอยู่ในระดับไหน แต่คุณจะได้มีโมเมนต์ดีๆ เกี่ยวกับกอล์ฟแน่นอน”

12.HE LOVES ROM-COMS

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง เห็นแมนๆ เท่ๆ แบบนี้ เจมี่ชอบหนังโรแมนติกคอเมดี้มากทีเดียว! อย่างน้อยเขาก็ไม่กลัวที่จะยอมรับความจริงข้อนี่ล่ะนะ เพราะถ้าถามหนุ่มๆ ทั่วไปว่าชอบดูหนังประเภทไหน หลายคนคงตอบว่าหนังแอ็กชั่นหรือไม่ก็หนังผจญภัย ไม่น่าจะใช่หนังโรแมนติกคอเมดี้แน่ๆ ย้อนกลับไปในปี 2015 พระเอกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ยอมรับว่าเขาเองก็ชอบหนังโรแมนติกคอเมดี้อยู่เหมือนกัน “ผมคิดว่าถ้าหนังโนแมนติกคอเมดี้ทำออกมาได้ดี มันเป็นหนังที่น่าสนใจประเภทหนึ่ง ส่วนตัวผมชอบหนังอย่าง When Harry Met Sally… (1989) แล้วก็ต้องยอมรับว่าชอบเรื่อง Pretty Woman (1990) มากๆ ด้วย ผมชอบจริงๆ นะ! เป็นหนังดีเรื่องหนึ่งเลย รวมทั้งเรื่อง Sixteen Candles (1984) ด้วย ผมเป็นแฟนหนังตัวยงของจอห์น ฮิวส์ เลยล่ะ (ผู้กำกับหนัง Sixteen Candles) ทุกวันนี้ก็ยังติดตามผลงานของเขาอยู่”

Pretty Woman
When Harry Met Sally…

13.HE DOESN’T LIKE HIMSELF WITHOUT A BEARD

ในหนังแฟรนไชส์ Fifty Shades of Grey เจมี่รับบทมิสเตอร์เกรย์ ที่หน้าใสไร้หนวดเครา พร้อมกับการแต่งตัวที่เนี้ยบหัวจรดเท้าในชุดสูท แต่ในชีวิตจริง เจมี่บอกว่า “ผมรู้สึกไม่เป็นตัวเองเวลาไม่ได้ไว้เครา ไม่ชอบตัวเองตอนไม่มีเคราเลยล่ะ” สาวๆ ส่วนใหญ่อาจจะชอบเจมี่ในเวอร์ชั่นหน้าเรียบเนียนกริบไร้หนวดเคราเฟิ้ม แต่เราว่าตอนไว้เครา เขาก็ดูแมนๆ ดีนะ

14.YOU CAN FIND HIM IN NOTTING HILL, LONDON

ปัจจุบันเจมี่กับอามีเลีย ภรรยาสุดเก๋และลูกๆ ใช้ชีวิตกันอย่างไพรเวตในนอตติงฮิลล์ ลอนดอน อังกฤษ ซึ่งก็นับว่าไม่ไกลจากเบลฟาสต์ บ้านเกิดเมืองนอนของเขาไอร์แลนด์เหนือเท่าไร แต่ถ้าไม่อยู่บ้านที่นอตติงฮิลล์ คุณอาจเห็นเจมี่ได้ที่บ้านในเมืองคอตส์วอลด์ ซึ่งเขาและครอบครัวมักไปพักผ่อนที่นั่นบ่อยๆ อย่างไรก็ตามเจมี่ก็มีบ้านอยู่ที่ฮอลลีวูดฮิลส์ แคลิฟอร์เนีย ด้วย ที่จริงนักแสดงฮอลลีวูดส่วนใหญ่มักอยากใช้ชีวิตที่แอลเอ แต่สำหรับเจมี่เขาหลงรักไอร์แลนด์เหนือและสหราชอาณาจักรมากกว่า “บ้านของผมอยู่ที่ย่านชนบทในอังกฤษ ขับรถจากลอนดอนไปแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ถึง ครอบครัวเราใช้ชีวิตในชนบทเป็นส่วนใหญ่ การได้ใช้ชีวิตที่นั่นเป็นสิ่งสำคัญ แน่นอนว่าเวลาที่เราต้องเดินทางบ่อยๆ เราจำเป็นต้องกลับไปยังสถานที่ที่จะทำให้เรารู้สึกสบายใจมากๆ บ้าง บ้านคือทุกสิ่งทุกอย่างครับ”

15.SEXY GUY

ต้องบอกว่าบทมิสเตอร์เกรย์ ใน Fifty Shades of Grey เป็นการจุดพลุให้สาวๆ ทั่วโลกมองเห็นความเซ็กซี่ที่แฝงอยู่ในดีเอ็นเอของเจมี่อย่างแท้จริง เพราะเมื่อหนังเรื่องนี้ลงโรงฉายในปี 2015 ชื่อของเจมี่ ดอร์แนน ก็พุ่งทะยานไปติดโผหนุ่มเซ็กซี่ที่สุดในโลกทันที โดยเขาคว้าตำแหน่งหนุ่มเซ็กซี่ที่สุดจากการโหวตของสาวๆ ที่จัดโดยนิตยสาร Glamour ของอังกฤษในปี 2015 และ 2017 ส่วนปี 2016 และ 2018 ร่วงลงมานิดโดยอยู่ในอันดับที่ 2 แต่ก็ต้องบอกว่าตั้งแต่ Fifty Shades of Grey ลงโรงฉายเป็นต้นมา นั่นก็ช่วยประทับตราตำแหน่งหนุ่มสุดเซ็กซี่ให้กับเจมี่อีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

ไทชิ นาคากาวะ ทำสาวไทยใจละลาย! โผล่เซอร์ไพรส์ในโรงหนัง

ไม่บ่อยนักที่จะมีพระเอกเบอร์ฮอตจากญี่ปุ่นบินมาโปรโมทหรือจัดงานอะไรที่บ้านเราสักเท่าไร ล่าสุดจึงถือเป็นมิติใหม่ เมื่อ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ ร่วมกับ เอส เอฟ เวิล์ด ซีเนม่า จัดฉายหนังรอบพิเศษเรื่อง ReLIFE ในงาน ‘ เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2561 ‘ พร้อมชวนพระเอกหนุ่มหล่อของเรื่องอย่าง ไทชิ นาคากาวะ มาร่วมงานให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกันชนิดที่ว่าเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ ด้วย

taishi

taishi

แน่นอนว่างานนี้ได้รับความสนใจอย่างถล่มทลาย เพราะทันทีที่เปิดให้จองบัตรเข้าชมหนังรอบพิเศษนี้ ก็เกิดปรากฏการณ์ขายหมดเกลี้ยงทุกที่นั่งภายใน 5 นาทีเท่านั้น!! จนทาง เอส เอฟ ต้องทำการขยายโรงตามเสียงเรียกร้องของแฟนๆ แต่ถึงอย่างนั้นบัตรก็ยังขายหมดภายใน 10 นาทีต่อมา พอเรื่องนี้รู้ถึงหูของหนุ่มไทชิและทีมงานก็ทำเอาปลาบปลื้มกับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดไปตามๆ กัน

taishi

taishi

และเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงหลังจากเหล่าแฟนคลับประทับใจไปกับหนังเรื่อง ReLIFE ที่ โรงมาสเตอร์การ์ด ซีเนม่า เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  แล้ว พระเอกหนุ่มสุดฮอตก็ปรากฏตัวพร้อมเรียกเสียงกรี๊ดด้วยประโยคทักทายเป็นภาษาไทยที่ฝึกมาเพื่อแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ “สวัสดีครับ ผมไทชิ นาคากาวะ ผมรักคุณ” ทำเอาเหล่าแฟนคลับกรี๊ดกันกระหึ่มโรง

taishi

taishi

taishi

taishi

หลังจากนั้นหนุ่มไทชิก็ได้ร่วมพูดคุยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการถ่ายทำหนังเรื่อง ReLIFE อย่างสนุกสนาน พร้อมกับตอบคำถามที่ได้คัดเลือกจากแฟนเพจที่ถามมามากที่สุด และเซอร์ไพรส์สุดท้ายที่ทำให้แฟนคลับลุ้นจนแทบหยุดหายใจ คือหนุ่มไทชิได้จับฉลากผู้โชคดี 5 คน ที่ได้รับของที่ระลึก โปสเตอร์พร้อมลายเซ็น แล้วยังได้จับมือถ่ายรูปกับไอดอลหนุ่มแบบใกล้ชิด เรียกได้ว่าเซอร์วิสกันใกล้ชิดแบบที่ไม่เคยทำที่ไหน ก่อนส่งท้ายด้วยการลงมาถ่ายภาพเซลฟี่กับแฟนๆ ในโรงอย่างใกล้ชิดอีกครั้งหนึ่ง

taishi

taishi

taishi

taishi

โดยหนุ่ม ไทชิ นาคากาวะ ได้ส่งท้ายก่อนจะจากกันไปว่า “ขอบคุณทุกคนมากครับที่มาพบผม ทั้งเมื่อวานและวันนี้ ผมประทับใจจริงๆ ไม่คิดเหมือนกันว่าประเทศไทยจะมีแฟนคลับที่สนับสนุนผมมากขนาดนี้ ขอบคุณทุกคนมากๆครับ และผมก็ขอฝากหนังเรื่อง ReLIFE ของผมที่ฉายใน เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2561 นี้ด้วยครับ นอกจากที่กรุงเทพแล้วก็ได้ฉายที่ เชียงใหม่ โคราช และภูเก็ตด้วยนะครับ มาชมกันเยอะๆ นะครับ และผมให้สัญญาว่าจะกลับมาที่ประเทศไทยอีกแน่นอนครับ พบกันอีกเร็วๆ นี้นะครับ ขอบคุณครับ” เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจให้แฟนคลับทุกคนอย่างล้นหลามกันเลยทีเดียว

Taishi

Taishi

taishi

taishi

 “เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2561

ในครั้งนี้จัดฉายพร้อมบทบรรยายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทุกเรื่อง ทุกรอบ ณ โรงภาพยนตร์เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 2-11 กุมภาพันธ์ 2561 ในราคาเพียง 120 บาท/ ในระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เอ็กซ์ ซีเนม่า เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ ในราคาเพียง 80 บาทสำหรับผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรชมภาพยนตร์ได้ ณ จุดจำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์ รวมถึงสามารถซื้อบัตรชมภาพยนตร์ได้ผ่านเว็บไซต์ www.sfcinemacity.com ได้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2561 เป็นต้นไป พิเศษสุดสำหรับชาวโคราชและภูเก็ตได้รับชมชมฟรี!! ระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2561  ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เอ็กซ์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา และปิดท้ายกันที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เอ็กซ์ ซีเนม่า ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ระหว่าง 9-11 มีนาคม 2561  โดยสามารถรับบัตรชมภาพยนตร์ฟรีได้ที่จุดประชาสัมพันธ์“เทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่น 2561” บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ 45 นาทีก่อนรอบฉาย ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  SF Call Center 02-268-8888 เว็บไซต์ www.sfcinemacity.com และ www.facebook.com/Welovesf หรือเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่หน้าโรงภาพยนตร์เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

ทิโมธี ชาลาเมต์ ดาวรุ่งสุดฮอตที่หลายคนหลงรักจากหนังดัง Call Me by Your Name

นักแสดงดาวรุ่ง ทิโมธี ชาลาเมต์ ดังเป็นพลุแตกมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว หลังหนังเกย์สุดโรแมนติก Call Me by Your Name ลงโรงฉาย ด้วยเรื่องราวความรักชวนละมุน ชวนจิ้น และทำให้หัวใจเคลิบเคลิ้มจนเตลิดเปิดเปิง ภาพสุดสวยของเมืองเครมาในอิตาลี และบรรยากาศสุดตราตรึงที่ชวนให้ประทับอยู่ในความทรงจำของคนดู และที่ไม่พูดไม่ถึงไม่ได้ก็คือการแสดงของ 2 นักแสดงนำ ทิโมธี ชาลาเมต์ กับอาร์มี่ แฮมเมอร์ ที่เคมีล้นมากคนดูจิ้นสุดๆ ที่โดดเด่นคือการแสดงของเด็กหนุ่มมหัศจรรย์ทิโมธี ที่เราขอคอนเฟิร์มว่าพรสวรรค์ด้านการแสดงของเขานั้นไม่ธรรมดา ด้วยวัยเพียง 22 ปีแต่ตีบทแตกเสียจนเรานึกว่าเป็นเกย์จริงๆ นับว่าทิโมธีคือ The Next Big Thing ของฮอลลีวูดตัวจริง นาทีนี้ไม่รู้จักเขาไม่ได้แล้ว เรียกเขาว่า ‘ทิโมธี ชาลาเมต์’

ทำความรู้จักหนุ่มหล่อน่ารัก ทิโมธี ชาลาเมต์ ผู้คว้าใจคนดูจาก Call Me by Your Name

*สุดยอดการแสดงของหนุ่มหน้าหวานสุดน่ารักทำให้เขามีชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ในปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงต้นเดือนมีนาคม โดยเข้าชิงพร้อมนักแสดงรุ่นใหญ่ๆ ทั้งนั้น อย่างแดเนียล เดย์-ลูอิส, แกรี่ โอลด์แมน, เดนเซล วอชิงตัน และแดเนียล คาลูยา ทิโมธีจึงนับเป็นนักแสดงชายอายุน้อยที่สุดที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขานี้

*โด่งดังชั่วข้ามคืนจากหนัง Call Me by Your Name ก็จริง แต่ที่จริงทิโมธีเป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ที่ผ่านมาเขาเคยเล่นซีรีส์ Law & Order, Royal Pains, Homeland และหนังดังอย่าง Interstellar, Love the Coopers ทั้งยังเป็นหนึ่งในนักแสดงหนัง Lady Bird ซึ่งก็เข้าชิงรางวัลออสการ์หลายรางวัลในปีนี้ด้วย ล่าสุดกำลังถ่ายทำหนังโรแมนติกคอเมดี้ A Rainy Day in New York โปรเจ็กต์ใหม่ของผู้กำกับรุ่นเก๋าวูดดี้ อัลเลน ร่วมกับสตาร์สุดฮอตของฮอลลีวูด อย่างเซลีน่า โกเมซ, แอล แฟนนิง, จู๊ด ลอว์, ดิเอโก ลูน่า และลิฟ ชไรเบอร์

Homeland
Interstellar
A Rainy Day in New York

*ทิโมธีพูดภาษาฝรั่งเศสและภาษาอิตาเลียนได้ ทิโมธีเป็นลูกครึ่งอเมริกัน-ฝรั่งเศส โดยมีคุณพ่อเป็นชาวฝรั่งเศส ส่วนคุณแม่เป็นชาวอเมริกัน นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว เขาจึงพูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องและบินไปใช้เวลาช่วงซัมเมอร์ในวัยเด็กที่ฝรั่งเศสบ่อยๆ ส่วนภาษาอิตาเลียนนั้นเขาฝึกพูดตอนเล่นหนัง Call Me by Your Name ซึ่งเรื่องนี้เขารับบทเอลิโอ เด็กหนุ่มเชื้อสายยิว-อเมริกันที่ใช้ชีวิตในชนบทของอิตาลี ก่อนถ่ายทำทิโมธีบินไปใช้ชีวิตที่อิตาลีก่อนเปิดกล้อง 1 เดือนครึ่ง เพื่อเรียนภาษาอิตาเลียน รวมทั้งเรียนเปียโนและกีตาร์เพื่อเข้าถึงบทบาทที่ได้รับมากขึ้น “ภาษาอิตาเลียนยากนะ ผมพยายามเรียนทั้งไวยากรณ์และอะไรอีกหลายๆ อย่าง และก็ภูมิใจกับการพูดภาษาอิตาเลียนของตัวเองในหนังเรื่องนี้ครับ”

*ก่อนจะผันตัวเองเป็นนักแสดง ทิโมธีเคยอยากเป็นนักฟุตบอลมาก่อน! อดีตนักศึกษาจาก Columbia University (แต่ดรอปหลังเรียนได้ 1 ปี) เผยว่า “ตอนอายุ 13 ปี ผมเคยเป็นโค้ชให้เด็กอายุ 6-10 ปีในแคมป์ฟุตบอลในฝรั่งเศส ผมว่าตัวเองทำได้ดีนะ แต่รายได้เนี่ยไม่เท่ากับงานแสดงหรอก” (หัวเราะ)

*ด้วยความที่ Call Me by Your Name เป็นหนังรักเกย์ เพราะฉะนั้นฉากเลิฟซีนจึงเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ในหนังเรื่องนี้ แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่าคือวันแรกที่เข้ากองถ่าย ฉากแรกที่ทิโมธีกับอาร์นี่ แฮมเมอร์ ซ้อมบทด้วยกันคือฉากเลิฟซีน! อาร์นี่ (ซึ่งฮอตและเซ็กซี่มาก) เปิดใจในรายการ The Ellen DeGeneres Show ว่า “ตอนนั้นเราทั้งคู่สุ่มกันว่าจะซ้อมบทฉากไหนก่อน ปรากฏว่าสุ่มไปที่บทหน้าหนึ่งและเป็นฉากเลิฟซีนพอดี เราเลยแบบเอาไงเอากัน ก็เล่นฉากเลิฟซีนไปเรื่อยๆ เล่นไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนั้น แต่ก็แปลกใจว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงใครสั่งให้หยุดเสียที เราก็เลยหยุดเล่นแล้วหันไปดูทีมงานคนอื่น ปรากฏว่าลูกา กวาดาญีโน ผู้กำกับเพิ่งจะเดินออกไป และปล่อยให้เราพลอดรักกลิ้งเกลือกที่สนามหญ้าอยู่อย่างนั้น (หัวเราะ) แต่นั่นก็ช่วยละลายความอายให้เราทั้งคู่ได้อยู่นะ”

*ทิโมธีเคยเดทกับลอร์เดส เลออน ลูกสาวของควีนออฟป๊อปมาดอนน่าด้วย! โดยคบกันสั้นๆ ในปี 2013 ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่และเรียนที่ Fiorello H. LaGuardia High School of Music & Art and Performing Arts ในนิวยอร์กซิตี้ ทุกวันนี้ทิโมธีและลอว์เดสก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่

*นอกจากจะโดดเด่นเรื่องการแสดงแล้ว ย้อนกลับไปสมัยเรียนไฮสคูล เห็นหน้าหงิมๆ ติ๋มๆ แบบนี้ ทิโมธีชอบเพลงแร็ปและเคยทำคลิปตัวเองร้องแร็ปด้วย โดยใช้ชื่อน่ารักๆ ว่า ‘ทิมมี่ ที’ ครั้งหนึ่งครูสอนวิชาสถิติให้เด็กนักเรียนทำโปรเจ็กต์เกี่ยวกับวิชาสถิติ เพื่อนๆ คนอื่นในชั้นเรียนก็ทำรายงานมาส่งกันเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนั้นทิโมธีครีเอทมาก เพราะประยุกต์ดนตรีแร็ปที่เขาชอบมาใช้นำเสนอโปรเจ็กต์เป็นเพลงแร็ป! แต่น่าเสียดายที่วิชานี้ครูให้เกรด D+ กับทิโมธี ไม่รู้ว่าโปรเจ็กต์นั้นเนื้อหาไม่ดีพอหรือคุณครูใจร้ายกันแน่เนอะ!

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

แรงผลักดันสุดแปลกที่ส่งผลต่องานแสดงของ โรเบิร์ต แพตทินสัน

แม้ความรักของ โรเบิร์ต แพตทินสัน กับคู่หมั้นนักร้องเอฟเคเอ ทวิกส์ จะจบไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาหลังเดทกันมา 2 ปีครึ่ง แต่งานแสดงของหนุ่มคนนี้ยังไม่จบ! เขายังคงเดินหน้าพิสูจน์ความสามารถทางการแสดงอย่างต่อเนื่อง ถ้าดูจากหนังที่เล่นในระยะหลังๆ ทั้ง The Rover, Maps to the Stars, Queen of the Desert, Life, The Lost City of Z รวมทั้งเรื่องล่าสุด Good Time หนังดราม่าอาชญากรรมที่เจ้าตัวเปลี่ยนลุคเสียจนคนดูจำแทบไม่ได้ในบทอาชญากรหนุ่มผู้หมายจะปล้นธนาคาร

โรเบิร์ต แพตทินสัน กับแรงผลักดันจากความไม่มั่นใจและวิตกกังวล

สู่การท้าทายความสามารถในงานแสดงที่เขาหลงรัก   

จะเห็นว่าโรเบิร์ตไม่ค่อยรับเล่นหนังฟอร์มยักษ์หรือต้นทุนสูงเท่าไร ส่วนใหญ่เป็นหนังฟอร์มเล็กที่มีเนื้อหาแตกต่างและบทบาทที่คนดูคาดเดาไม่ได้ แถมบางเรื่องยังเปลี่ยนลุคเขาจนดูเซอร์จัดจนเราก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะรับเล่น! นี่พิสูจน์ให้เห็นว่านักแสดงวัย 31 ปียังอยากทำงานแสดงที่ตัวเองรักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยไม่สนใจเรื่องต้นทุน รายได้ ลุคที่ต้องดูหล่อใส ตลอดจนกระแสข่าวที่ช่วยโหมให้หนังดังยิ่งขึ้นไปอีก

ภาพภายนอกเราอาจมองว่านักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษดูเป็นคนสบายๆ และเป็นกันเอง แต่สำหรับเรื่องการแสดง ไม่น่าเชื่อว่าเขามักจะนอยด์ล่วงหน้า ทั้งยังกลัวว่าจะเล่นบทนั้นๆ ไม่ได้เสมอ แต่สุดท้ายก็ยังคงรับเล่นหนังที่เขาชอบอยู่ดี โดยบอกว่ายิ่งนอยด์ ยิ่งอยากพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น เพื่อศาสตร์การแสดงที่เขาหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้น

จากนักแสดงดาวรุ่งผู้รับบทพระเอกแวมไพร์ใน Twilight หนังดังในระดับแมสส์ที่ทำรายได้ทั่วโลกถล่มทลาย พร้อมกับจุดพลุให้ชื่อของโรเบิร์ต แพตทินสัน เป็นที่รู้จัก และตามมาด้วยกระแสคอมเมนต์ที่บอกว่าโรเบิร์ตนั้นมีดีแค่หน้าตา แต่การแสดงยังแข็งมากอยู่ จนวันนี้โรเบิร์ตเบนเข็มสู่หนังต้นทุนต่ำ เลือกบทที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อพัฒนาการด้านการแสดง โดยเขาเคยคว้ารางวัล Hollywood Rising Star Award จากหนังชีวประวัติเจมส์ ดีน เรื่อง Life ที่งาน Deauville American Film Festival ในปี 2015 ตลอดจนเมื่องานเทศกาลภาพยนตร์คานส์เมื่อปีที่แล้ว ผู้ชมหนัง Good Time ยังลุกขึ้นปรบมือให้กับเขาและทีมนักแสดงนานถึง 6 นาที รวมทั้งล่าสุดยังคว้ารางวัล Maverick Award ที่งาน SCAD Savannah Film Festival เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นับเป็นการตอบรับจากผู้ชมที่ใช้ได้ทีเดียวสำหรับโรเบิร์ต

ผลงานใหม่ของเขาที่กำลังจะมีให้ติดตามกันมีอีกหลายเรื่อง ทั้ง Damsel หนังพีเรียดเวสเทิร์นคอเมดี้ที่จะลงโรงฉายครั้งแรกในเดือนมกราคมนี้ ตามด้วย High Life หนังไซไฟดราม่าผจญภัยที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นอกจากนี้แฟนคลับของโรเบิร์ตยังสามารถติดตามความหล่อมีสไตล์ของเขาได้ กับบทบาทพรีเซ็นเตอร์หนุ่มเจ้าเสน่ห์ของแบรนด์ดัง Dior Homme

อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้คุณอยากรับงานแสดงอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ตอนนี้คุณนั่งชิลล์อยู่ริมชายหาดได้เลย คุณคงหลงใหลการแสดงมากใช่ไหม

จะว่าไปปีหนึ่งๆ ผมนั่งชิลล์แบบไม่ทำอะไรเยอะมากเลยนะ (หัวเราะ) แต่ใช่แล้วล่ะ ผมรู้สึกว่าการแสดงเป็นเรื่องน่าสนใจ รู้สึกว่าการเล่นหนังหลายๆ เรื่องช่วยบริหารความเชื่อมั่นในตัวเองได้มากกว่าการทำอย่างอื่น ทุกครั้งที่ผมรับเล่นหนัง ตอนแรกผมมักพูดว่า “ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะเล่นบทนี้ได้อย่างไร เล่นไม่ได้แน่ๆ ทำไม่ได้หรอก” ผมนี่ปัญญาอ่อนสุดๆ (หัวเราะ) แต่ถึงพูดอย่างนั้น สุดท้ายผมก็รับเล่นอยู่ดี

หมายความว่าคุณมักพยายามท้าทายตัวเองด้วยบทบาทใหม่ๆ เสมอใช่ไหม

ใช่ครับ มันก็เหมือนกับเรากำลังปีนภูเขาลูกใหญ่อยู่ แต่เรื่องยากที่สุดคือการมีความมั่นใจและเชื่อว่าตัวเองทำได้เป็นอย่างแรก ก่อนที่จะทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราทำได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณรู้สึกดีมากหลังจากนั้น

คุณเป็นคนที่มักสงสัยในความสามารถของตัวเองหรือเปล่า

สงสัยเป็นประจำเลยล่ะ และยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งสงสัยในความสามารถของตัวเองมากขึ้นไปอีก (หัวเราะ) แต่ผมก็ชอบนะ และเรียนรู้ที่จะมองเห็นคุณค่าของนิสัยนี้เช่นกัน มันอาจเป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพเท่าไร ทั้งยังทำให้คนอื่นรำคาญ เพราะคนจะคิดว่าผมก็เป็นแบบนี้อีกแล้ว ชอบนอยด์กับทุกๆ เรื่องไปก่อน ชอบวิตกกังวลและคิดว่าทุกอย่างจะต้องแย่ แต่ผมก็มักจะคิดถึงสถานการณ์แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างตอนเล่นหนัง Good Time มีช่วงหนึ่งที่ผมกังวลมากเพราะเปลือกตาผมลอกน่ะ (หัวเราะ) แล้ว 1 วันก่อนงานพรีเมียร์หนัง เปลือกตาผมดันมีเลือดออกอีก ตอนนั้นผมก็แบบว่า “สงสัยเราได้หล่อที่งานพรีเมียร์แน่! เปลือกตามีเลือดออกด้วยเนี่ย!” (หัวเราะ)

แล้วปกติคุณจะรู้สึกชิลล์ ไม่นอยด์ ช่วงไหนบ้าง หลังจากงานพรีเมียร์หนังแล้วน่ะเหรอ

ใช่ ก็น่าจะหลังงานจบสัก 5 นาทีได้มั้ง (หัวเราะ) จากนั้นผมก็จะเริ่มมองหาคำติชม โดยเฉพาะคำติ ผมจำเป็นต้องหาคำติมาอ่านดูตลอด

ทุกวันนี้สังเกตว่าการตัดสินใจเลือกหนังที่จะเล่นของคุณดูเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มีวิธีเลือกหนังที่จะเล่นอย่างไร ไม่ค่อยเห็นคุณรับงานหนังเมนสตรีมเท่าไร

ไม่รู้สิ ผมพยายามมองหาบทบาทที่ทำให้คนดูคาดเดาไม่ได้ ผมจำครั้งสุดท้ายที่ตัวเองดูหนังเมนสตรีมแล้วรู้สึกว่าว้าวไม่ได้เลย ตอนนี้ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเมนสตรีมประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่มีแบบไหนอีกบ้าง (หัวเราะ)

เคยรู้สึกอยากเล่นหนังซูเปอร์ฮีโร่บ้างไหม

ไม่นะ ผมแค่คิดว่าผมไม่มั่นใจพอที่จะรับบทซูเปอร์ฮีโร่ รู้สึกว่าคุณต้องเป็นคนประเภทที่รู้สึกว่า “ใช่แล้ว! เราควรจะได้รับบทซูเปอร์ฮีโร่แบบนี้นี่ล่ะ” ผมว่าผมน่าจะเป็นตัวร้ายมากกว่านะ (หัวเราะ)

การเปลี่ยนลุคอย่างชัดเจนเพื่อเล่นหนังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณไหม ใน The Lost City of Z คุณก็ลงทุนไว้หนวดเครารุงรัง ส่วนใน Good Time คุณก็ทำผมและไว้หนวดเคราเซอร์มาก

ผมรู้สึกว่าทันทีที่เราดึงความห่วงหล่อ ห่วงรูปลักษณ์ของตัวเองออกจากการแสดงไปได้ มันทำให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างได้ง่ายขึ้น ผมว่าถ้ามัวแต่เต๊ะท่าหรือนอยด์ว่าคนอื่นจะคิดว่าเราน่าเกลียดไหม มันคงแปลกมาก และด้วยความที่ผมเคยดูลุคใสๆ ตอนเล่นหนัง Twilight มาก่อน ผมจึงรู้สึกแย่มากเลยเวลาอ่านบทวิจารณ์หนังแล้วเจอคนเขียนทำนองว่า “โรเบิร์ต แพตทินสัน ที่ดูหน้าแก่ขึ้นเร็วเวอร์….” หรืออะไรทำนองนั้น ผมแบบว่าอะไรวะเนี่ย แต่ก็อย่างที่บอกไปล่ะว่าการไม่ห่วงหล่อเป็นเรื่องดีเสมอ

ขอย้อนกลับไปถามถึงหนัง Twilight หนังเรื่องนี้โด่งดังมากและมีกระแสไปทั่วโลกในตอนนั้น มันราวกับเป็นโลกอีกใบที่แตกต่างจากโลกการทำงานของคุณในปัจจุบันไหม

ไม่รู้สิ ผมรู้สึกดีนะที่หนังยังอยู่ในความทรงจำของผู้คน เคยคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องสลัดภาพลักษณ์จากหนังเรื่องนี้ออกไปให้ได้ แต่ปรากฏว่าที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น และเราก็ยังสามารถเซอร์ไพรส์คนดูได้อยู่ การเซอร์ไพรส์คนดูได้ทำให้ผมรู้สึกดีเหมือนกันนะ และช่วยให้มีพลังที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น

ทราบมาว่าตอนแรกทีมงานติดต่อคุณให้เล่นหนังเวสเทิร์นทริลเลอร์เรื่อง Brimstone ด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เล่น ทำไมคุณถึงไม่ได้เล่นหนังเรื่องนี้ล่ะ

บอกตามตรงว่ามันน่าจะเป็นความผิดของผมเองนี่ล่ะ ย้อนกลับไปตอนที่เรากำลังดีลกันอยู่ ตอนแรกมีอา วาซิโควสกา ตกลงจะเล่นเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเธอก็ขอถอนตัวไป ผมเลยคิดว่าคงไม่ได้ทำโปรเจ็กต์นี้แล้ว ไม่ได้นึกถึงบทนี้อีกเลย ทีนี้ทีมงานได้ดาโกตา แฟนนิง มารับบทแทนมีอา ผมก็รู้สึกว่า “ดีเลย งั้นผมรับเล่น” แต่พอทีมงานแจ้งว่า “โอเค งั้นคุณเริ่มถ่ายทำพรุ่งนี้ได้เลย” ผมก็แบบ “อะไรนะ ให้ตายเถอะ ถ้าถ่ายพรุ่งนี้ผมทำไม่ได้หรอก”

 

แต่ทราบว่าล่าสุดคุณกำลังจะมีผลงานหนัง Damsel กับมีอา ซึ่งจะฉายใน Sundance Film Festival ในเดือนมกราคมใช่ไหม

ใช่แล้วครับ เรื่องนี้เป็นหนังพีเรียดเวสเทิร์นคอเมดี้ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าฟีดแบ็กจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ตอนถ่ายหนังเรื่องนี้ก็สนุกดีนะครับ

DARE TO HAVE DIFFERENT LOOKS

โรเบิร์ตบอกเขาไม่มีปัญหากับการเปลี่ยนลุค ระยะหลังๆ เราจึงเห็นเขากับบทบาทการแสดงที่ไม่ห่วงหล่อในหนังมากขึ้น ทั้งในหนัง The Rover, The Lost City of Z และ Good Time

The Rover
The Lost City of Z
Good Time

[Photo Credit: Instagram/ diorhomme]

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

พลอยการันตี ไม่มีสมุยสำหรับเธอ ดูไม่ยากอย่างทีคิด

กลับมาร่วมงานกันในเรื่อง Samui Song หรือ ไม่มีสมุยสำหรับเธอ อีกครั้ง หลังจากที่เคยร่วมงานกับต้อม เป็นเอก รัตนเรือง ตั้งแต่เรื่อง เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล เมื่อปี 2546 นางเอกมากฝีมือพลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ก็บอกว่างานนี้จัดเต็มอีกเช่นเคย พร้อมการันตีว่าภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ

Samui Song

Samui Song

“ในเรื่อง Samui Song พลอยรับบทเป็น วิยะดา นักแสดงที่แต่งงานกับสามีชาวต่างชาติที่คลั่งไคล้ลัทธินอกกระแส ความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่น เส้นทางที่มองต่างกัน คือเดินไปด้วยกันไม่ได้ มองเห็นไม่เหมือนกัน มีความขัดแย้งและถูกกดขี่ ด้วยเหตุการณ์ที่มันเกิดเยอะขึ้น จึงนำพาตัวเองไปสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจฆาตกรรมสามีตัวเอง โดยมีผู้ชายอีกคนคือเดวิด (เดวิด อัศวนนท์) เป็นผู้ปลดปล่อยความทุกข์ของเรา แต่เราก็ต้องมาเจอเรื่องที่ไม่คาดฝันจนเกิดเรื่องราวต่างๆขึ้น”

Samui Song

Samui Song
นักแสดงสาวเล่าถึงผลงานชิ้นโบว์แดงของเธอให้ฟังต่อไปว่างานนี้จัดเต็มเหมือนเช่นเคย “ในเรื่องนอกจากจะได้กลับมาทำงานร่วมกับพี่ต้อมอีกครั้งหลังจากเล่นเรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล ซึ่งเรื่องนั้นเราอาจจะยังไม่ได้เล่นเต็มตัว แต่เรื่องนี้พลอยเป็นคนที่เดินเรื่องและสร้างปมเรื่องทุกเรื่อง พลอยก็เต็มที่และทุ่มเทในทุกๆ ซีน และมีอยู่ฉากหนึ่งเราต้องร้องไห้ 13 เทคติดกันตั้งแต่เริ่มจนจบเลย ร้องจนพลอยต้องขอพักเบรกก่อน” พลอยเล่าถึงการแสดงที่เธอแสนจะทุ่มเท

Samui Song

Samui Song

พลอยกับผู้กำกับต้อม เป็นเอก รัตนเรือง

นอกจากนี้เธอยังพูดถึงผู้กำกับชื่อดังในมุมมองของเธอและผลงานเรื่องนี้ที่ทุกคนมักจะมองว่าถ้าเป็นลายเซ็นต้อม เป็นเอก รัตนเรือง ก็น่าจะเป็นหนังที่ดูยากเรื่องหนึ่งไว้ด้วยว่า “มีคนที่ชอบถามพลอยมาเป็น 10 ปีแล้วว่าพี่ต้อมเป็นคนยังไง เข้าใจยากไหม ดูหนังเขาแล้วไม่เข้าใจ พลอยก็รู้สึกว่าจริงๆ เขาเข้าใจง่ายมาก พลอยอยากให้มาดูหนังเรื่องนี้แล้วให้เปิดใจโล่ง ไม่ต้องคิดแทน ไม่ต้องคิดซับซ้อน หนังพี่ต้อมเล่าเรื่องตามสถานการณ์ ตามเหตุการณ์ และมันก็สนุกถ้าเราสนุกก็จะเอนจอยกับหนัง และหนังไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่ทุกคนคิด ดูแล้วจะชอบค่ะ”

Samui Song

Samui Song
การันตีกันขนาดนี้เห็นทีต้องไปอุดหนุนหนังไทยกันแล้วล่ะ พิสูจน์ผลงานเรื่อง Samui Song ไม่มีสมุยสสำหรับเธอ 1 กุมภาพันธ์ รับเดือนแห่งความรัก ในโรงภาพยนตร์
#SamuiSong

#ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

Samui Song

Samui Song

Samui Song

Samui Song

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments