INTO THE WILD หมอล็อต นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน คุยกับหมอหนุ่มผู้ทำหน้าที่มากกว่ารักษาสัตว์ป่า กับบทบาทที่แสนท้าทายและไลฟ์สไตล์สุดโดดเด่น

เพราะนายสัตวแพทย์สัตว์ป่าที่เข้าไปทำงานรักษาสัตว์ในป่ารุ่นบุกเบิกมีเพียงคนเดียวในประเทศไทย จึงไม่แปลกใจอะไรที่เราจะได้เห็น หมอล็อต นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการผ่านรายการต่างๆ อยู่บ่อยๆ เมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือเรื่องราวของสัตว์ป่าเกิดขึ้น และหลายครั้งที่เราได้เห็นภาพของผู้ชายคนนี้กับบทบาทในการอารักขาช้างตกมันที่ออกมาเดินบนถนนเส้นเขาใหญ่ พร้อมกับช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องการจราจรให้เป็นไปได้อย่างไม่ติดขัด
หมอล็อตเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากรายการคนค้นฅน เพราะภาพการทำงานอย่างถึงลูกถึงคนและเสี่ยงภัยในป่าที่รายการได้ถ่ายทอดทำให้คนดูอดชื่นชมในความเสียสละของผู้ชายคนนี้ไม่ได้ จากนั้นสื่อต่างๆ ก็ทยอยถ่ายทอดเรื่องราวการทำงานของเขาให้สาธาณะชนได้รับรู้ ยิ่งเมื่อวันที่โซเชี่ยลมีเดียเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับงานที่หมอล็อตทำก็ยิ่งได้รับความสนใจ เรียกได้ว่าวันนี้หมอล็อตคือหนึ่งในผู้สร้างแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวลดล้อมอีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
ด้วยบุคลิกภาพที่โดดเด่น การแต่งตัวที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในคนสายงานเดียวกัน บวกกับผลงานที่ผ่านมา ทำให้ OK! อยากจะรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น และตอนนี้เมื่อประเด็นของการอนุรักษ์สัตว์กำลังได้รับความสนใจอยู่ทุกหย่อมหญ้า ผู้ชายคนนี้จึงเป็นคนแรกที่เรานึกถึง

คุณหมอทำงานด้านสัตวแพทย์สัตว์ป่ามา 10 กว่าปีแล้ว คิดว่าเป็นเพราะอะไรถึงทำให้ทำงานนี้มาได้อย่างยาวนาน

การทำงานในป่าหรือการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าจะมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เรื่องราวมันจะไม่ซ้ำกัน ต่อให้สัตว์บาดเจ็บอาการเดียวกัน แต่ความแตกต่างของมันคือสภาพแวดล้อม และข้อจำกัดในเรื่องต่างๆ ที่ไม่เคยซ้ำกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายตลอดเวลา ซึ่งตอนที่เริ่มทำงานผมก็ตั้งใจไว้ว่าเราจะทำงานเป็นหมอสัตว์ป่าสักระยะหนึ่ง เพราะว่าตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ฐานะทางสังคมและทางเศรษฐกิจของตัวเองอาจจะไม่ค่อยดีนักเมื่อเทียบกับสัตวแพทย์ทั่วไป เราก็เลยตั้งใจว่าจะทำงานด้านนี้แค่ 10 ปี จากนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะทำอะไรให้กับตัวเองและครอบครัวบ้าง แต่พอทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้เรามองเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นผลพลอยได้ตั้งแต่ผมทำงานอยู่ในรัฐสภา (ตำแหน่งนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ) คือเมื่อก่อน จริงอยู่ว่าการทำงานด้านนี้จะได้เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังบอกอะไรกับเรา แต่มันก็เป็นแค่การมองแบบปัจจุบัน มันเหมือนมองจากด้านล่างขึ้นไปข้างบน เราก็จะเห็นแค่ 1,2 แต่เมื่อเราทำงานในสภาทำให้เราได้มองจากบนลงล่าง ได้เห็นภาพที่กว้างและไกลกว่าเดิม ได้คิดถึงอนาคตว่าสิ่งแวดล้อม สังคมไทย มันกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางใด คนและสิ่งแวดล้อมอยู่รวมกันอย่างสมดุลได้อย่างไร เพราะฉะนั้นพอครบ 10 ปี แทนที่ผมจะเลิก กลายเป็นว่าพอย่างเข้าสู่ปีที่ 11 มุมมองของเรามันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้ประเทศไทยมันแคบลง แม้แต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเล็กไปสำหรับเรา โลกใบนี้มันยังมีจุดอื่นที่เราต้องไปยืน และมองว่าทุกอย่างบนโลกมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งบาดเจ็บ ล้มตาย เกิดการสูญหาย มันก็ย่อมส่งผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงมนุษย์ ตอนนี้ผมเลยใช้บทบาทสัตวแพทย์สัตว์ป่าเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทางสัตวแพทย์สมาคมให้ผมเป็นโรลโมเดล ในฐานะที่เราทำงานกับธรรมชาติ ทำงานกับสิ่งแวดล้อม จากเดิมเราเป็นหมอสัตว์ป่า พอปีที่ 11 เราก็อัพเดทตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทั้งโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไป สถานะของผมเลยกลายเป็น Vet for Planet ก็คือสัตวแพทย์เพื่อโลกทั้งใบ มันอาจจะดูงดงามมาก แต่นี่คือบทบาทของเราที่นำไปสู่การอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งโลก

ตอนที่มีประเด็นข่าวเกี่ยวกับการล่าสัตว์ในเขตคุ้มครองสัตว์ป่าเกิดขึ้น คุณหมอมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้างคะ

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้สึกสลดใจมาก ซึ่งหลังจากทราบเรื่องผมมีคำถามกับตัวเองว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นและเพราะอะไร ก็พยายามคิดแทนว่าถ้าเราจะทำแบบนี้จะมีเหตุผลอะไรที่จะจูงใจให้เรากระทำบ้าง ซึ่งผมก็คิดว่าหนึ่งในเหตุผลก็คงเป็นเรื่องของสรรพคุณ คุณประโยชน์หรือความเชื่อเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ป่าที่มีคุณสมบัติเป็นยาอายุวัฒนะ พอเรานึกถึงเหตุผลข้อนี้ได้ก็คิดว่าเราควรจะให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวเรื่องนี้แก่สังคมและชั่งใจว่าประชาชนรู้เรื่องนี้ดีหรือยัง แต่พอไปเช็คฟีดแบ็กจากข่าวต่างๆ หรือทางเฟสบุค เราได้เห็นเลยว่าคนที่มาคอมเมนท์ได้เขียน อธิบายข้อเท็จจริง ให้ข้อมูลทางวิชาการได้ถูกต้องและครบถ้วนหมดเลย ว่าเนื้อสัตว์ป่าไม่ได้มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ เมนูสัตว์ป่าที่มีนาน ประโยชน์มันมาจากเครื่องเทศ พืช สมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร เนื้อสัตว์ป่าพวกนี้เป็นพวกโปรตีนธรรมดาเท่านั้น จะใช้เนื้อหมู, เนื้อไก่มาทำก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน หนำซ้ำการทำแบบนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคจากสัตว์ป่าเหล่านั้น ซึ่งพอเราได้รู้แล้วว่าคนทั่วไปก็ทราบดีถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสัตว์ป่า ผมเลยไปโฟกัสที่ผู้กระทำว่าคงเป็นรสนิยม ความชอบส่วนตัว

คุณหมอเองก็ต้องเข้าป่าเป็นประจำ อยากทราบว่าในแต่ละปีคุณหมอพบสัตว์ที่ถูกล่ามากน้อยแค่ไหน

คำว่าถูกล่า หมายถึงการกระทำใดๆ ต่อคุณภาพชีวิตของสัตว์ป่าโดยมุนษย์ ไม่ว่าจะเป็นการล่าทางตรง เช่น การใช้ปืนยิง หรือการใช้กับดักต่างๆ นั้นก็เป็นการล่าทางอ้อม ดังนั้นสัตว์ที่เราไปช่วยเหลือก็จะมีให้เห็นเป็นประจำ แต่สถิติก็จะลดน้อยลง การล่าที่น่ากลัวไม่ใช่การถือปืนเข้าไปล่านะครับ แต่เป็นการวางกับดัก พวกตอกตะปูหรือการขุดหลุมดัก การล่าเหล่านี้เป็นวิธีการที่เลวร้ายมากเพราะไม่ทำให้สัตว์ตายทันที พวกเขาจะทุกข์ทรมาน ถ้าไม่ตายก็จะใช้ชีวิตได้ลำบาก
อย่างล่าสุดผมได้ไปช่วยกวางตัวหนึ่งที่ถูกบ่วงรัดที่ขาทั้ง 4 ข้างจนกัดเข้าไปลึกถึงเนื้อทำให้ตัวเขาผอมเพราะหากินลำบาก จะเดินก้าวหนึ่งก็เหมือนเอามีดกรีดทีหนึ่ง แล้วเขาโดนทั้ง 4 ขาเลย นี้เป็นความทุกขเวทนาที่เกิดจากการล่าสัตว์ในรูปแบบนี้ ซึ่งเราก็มีหน้าที่ช่วยเขาให้พ้นจากทุกขเวทนา คือการดูแลรักษาเขาให้รอดพ้นจากพันธนาการต่างๆ จากการล่า

คุณหมอคิดว่ากฎหมายเมืองไทยเรื่องนี้มีช่องโหว่หรือไม่ แล้วเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร

กฎหมายเมืองไทยมีความเข้มแข็งของตัวมันเองอยู่แล้วครับ การห้ามการฆ่าหรือทำร้ายสัตว์ป่ามีกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่าบทลงโทษอาจไม่เหมาะกับสถาการณ์ที่เกิดขึ้น สัตว์ป่าหลายตัวมีมูลค่ามากกว่าบทลงโทษ จึงคุ้มที่จะเสี่ยงที่จะล่าเพื่อนำมาค้าขาย เดิมทีโทษของการล่าสัตว์ป่าคือจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแต่ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยนให้จำคุก 7 ปี ปรับ 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่อย่างไรผมก็มองว่ามันไม่คุ้มกับชีวิตของสัตว์ป่าที่เสียไปอยู่ดี หรือตอนนี้จะมาบอกว่าล่าเพื่อประทังชีวิตมันเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลแล้ว เพราะเวลานี้เรามีเนื้อปศุสัตว์ปลอดโรคต่างๆ มากมาย ดังนั้นผมจึงมองว่ามันไม่มีเหตุผลอะไรที่มีน้ำหนักมาเพียงพอที่ต้องออกไปล่าสัตว์ป่า

อยากให้คุณหมอช่วยประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของสัตว์ป่าว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมและเพื่อตระหนักถึงความสำคัญให้ชัดมากขึ้น

ในประเทศบราซิล มีการนำลิงโกลเด้นไลออนไปขายทั่วโลกครับ พอขายไปเรื่อยๆ ลิงพวกนี้ก็ลดน้อยลง บราซิลจึงมีโครงการจะนำลิงเหล่านี้ไปปล่อยคืนสู่ป่า ปรากฎว่าพอคืนลิงเหล่านี้สู่ป่าพวกเขากลับทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก จากนั้นจึงมีการวิจัยและพบว่ากว่าที่ลิงจะสามารถปรับตัวเข้าสู่เข้าสู่ระบบนิเวศดั้งเดิมได้ต้องใช้งบประมาณกว่า 700,000 บาทจากราคาเดิมที่ขายตามท้องตลาด 6,000 กว่าบาทซึ่งมันมากกว่า 116 เท่าของราคาเดิม อย่างเสือดำตัวหนึ่ง มูลค่าที่ผมประเมินตามเศรษฐกิจโลกอย่างต่ำอยู่ที่ประมาณ 800,000 บาท เมื่อคูณ 116 เท่า เสือดำตัวหนึ่งก็จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 92,000,000 บาทครับ
ซึ่งการคิดมูลค่าของสัตว์ป่าเหล่านี้เราไม่ได้ต้องการให้ผู้ทำผิดมาชดเชยเป็นวงเงินเท่านี้ แต่เราต้องการให้สังคมตระหนักว่าสัตว์ป่าตัวหนึ่งถ้าคิดเป็นเงิน พวกเขาจะมีมูลค่ามากเท่าไร เพราะการที่เราสูญเสียสัตว์ป่า 1 ตัวไม่ใช่แค่การนำสัตว์ตัวใหม่ไปแทนแล้วจะจบ ในเรื่องของสัตว์ป่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เรื่องจำนวนเพียงอย่างเดียวแต่เรายังใส่ใจในเรื่องพันธุกรรม การหายไปของสัตว์ป่า 1 ตัวมันคือการหายไปของสัตว์ป่า 1 พันธุกรรม แต่การที่เรานำเรื่องมูลค่าของสัตว์ป่าออกมาพูดเพราะเป็นสิ่งที่มีอิมแพคต่อผู้ได้ฟัง เช่น ผมเล่าให้ชาวบ้านฟังว่า ช้างตาย 1 ตัวเท่ากับเราเสียภาษีเป็นล้านๆ บาทเลย พวกเขาก็จะเห็นภาพได้ชัดมากขึ้น

การสูญเสียสัตว์ป่าส่งผลต่อระบบนิเวศแน่นอน แต่อยากให้คุณหมอเล่าให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นว่า จะมีผละกระทบใดเกิดขึ้นอีกจากการสูญเสียชีวิตสัตว์ป่าบ้าง

สัตว์ป่าคือตัวรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธารทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด เพราะฉะนั้นถ้ามีสิ่งมีชีวิตใดหายไปก็จะกระทบอีกหลายๆ ห่วงโซ่ อย่างผลกระทบที่เราเห็นได้ชัดที่สุดเลยคือ ภัยธรรมชาติที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ครับ ผลกระทบของการสูญเสียสัตว์ป่าไม่ใช่ว่ามันยังไม่มาถึง แต่ได้ส่งผลกระทบต่อมนุษย์มานานแล้ว เมื่อสัตว์ป่าถูกล่า ระบบนิเวศก็ถูกเปลี่ยนแปลงจึงทำให้เกิดภาวะโลกร้อน อากาศเปลี่ยแปลงและภัยธรรมชาติก็ตามมา แล้วการนำเนื้อสัตว์ป่ามากินก็เป็นการนำเชื้อโรคมาเผยแพร่สู่มนุษย์ การไปเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าก็ทำให้พวกเขาเข้ามาใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้นและเป็นตัวการที่นำโรคมาติดต่อสู่คน ไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ , ไข้หวัดนก, ไข้สมองอักเสบ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเกิดจากสัตว์ทั้งนั้นและนี่คือผลกระทบจากการล่าสัตว์ป่าที่กำลังคุกคามเราอยู่ครับ

แล้วคุณหมอคิดว่าควรจะมีการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างไรบ้างคะ

ตอนนี้เรากำลังใช้กรณีที่เคยเกิดขึ้น มาสร้างความตระหนักให้กับสังคมและผมก็คิดว่าวิธีนี้จะทำให้สังคมรับรู้ได้ดี พอคนในสังคมได้รู้ พวกเขาก็จะตระหนักแล้วไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการล่าสัตว์ในที่สุด จริงๆการปรับแก้กฎหมายมันอาจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ถ้าคนไม่ทำผิด กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกให้คนตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ป่าผมว่าสำคัญกว่าการแก้ไขกฎหมายนะครับ

เอาเข้าจริงการทำงานของคุณเหมือนการพายเรือไม่เห็นฝั่งเหมือนกัน อีกทั้งปัญหาต่างๆ อย่างรุมเร้าเข้ามามากมาย แต่อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณทำงานตรงนี้มากว่า 10 ปี

ถ้าตอบแบบนักเลงหน่อยคือ เรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งต่างเชื่อมโยงกัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งสูญหายไป ไม่นานก็มาถึงตัวเรา สิ่งที่ทำทุกวันนี้ผมพูดได้เลยว่าเป็นเพราะผมเห็นแก่ตัว เราไม่อยากให้ภัยอันตรายตรงนั้นมันเกิดขึ้นกับตัวเรา ก็เลยต้องไปพิทักษ์สิ่งอื่นให้มันอยู่รอด เพื่อไม่ให้ย้อนมาที่ตัวเราในอนาคต อีกเรื่องหนึ่งคือผมมองว่าไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เราต่างมี 1 ชีวิตเท่ากัน ถ้า 1 ชีวิต ช่วยอีก 1 ชีวิตได้ ก็ถือว่าเท่าทุน แต่ถ้าอีก 1 ชีวิตช่วยได้อีกร้อย อีกพันชีวิต นั่นคือกำไรที่พึงกระทำ การทำงานของผมล้วนเกิดจากการแสวงหาผลกำไรของชีวิตเราเองเท่านั้นครับ
สิ่งที่ผมทำมันเป็นงานที่ต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ไม่มีหลักอ้างอิงทางวิชาการ ไม่มีแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับงาน เรื่องไหนดีก็บันทึกแล้วถ่ายทอด เรื่องไหนไม่ดีก็จดจำและไม่ทำอีก ตอนนี้ตัวผมเองได้ไปเป็นอาจารย์ วิทยากร รวมทั้งเป็นครูฝึกให้กับเจ้าหน้าที่ มีการสอนลูกศิษย์ตามมหาวิทยาลัย ให้ทักษะปฏิบัติกับชาวบ้านเพื่อสร้างเครือข่าย สร้างองค์ความรู้ให้เกิดในวงกว้าง เพราะเรารู้ว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ และทำได้ไม่ดีพอ จริงๆ แล้วเวลาเกิดปัญหา สัตว์ป่าเขาไม่ต้องการหมอที่เก่งที่สุดนะครับ แต่เขาต้องการหมอที่เร็วที่สุด ผมมีหน้าที่ในการสร้างหมอที่เร็วที่สุด ให้เขาสามารถแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ คนไข้ของเราอยู่ในป่า การที่เราจะไปแต่ละที่ ต้องใช้เวลา การสร้างศักยภาพและทักษะให้กับคนเหล่านี้ มันเป็นเรื่องที่จำเป็นมากครับ

เคยเจอคนที่มาฝึกงานกับคุณหมอแล้วดื้อบ้างหรือเปล่า

มีครับ ผมค่อนข้างชอบเลยนะ เด็กที่จะสอบแพทย์มักจะเป็นคนที่มั่นใจ มีความอยากรู้อยากเห็น รวมถึงมีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้สูง เพราะว่าการเรียนในวิชาชีพสัตวแพทย์ก็ไม่ต่างจากวิชาชีพแพทย์ด้านอื่นๆ มันเกี่ยวข้องกับความอยู่รอด การรู้จริง ปฏิบัติจริง ดังนั้นเวลาที่ผมเจอเด็กดื้อเหล่านี้ ผมจะชอบ เพราะผมเห็นว่าพวกเขาคือเด็กฉลาด คำถามที่เขาถามมา บางทีห้วนๆ กวนๆ บางเรื่องก็ไม่ควรถาม แต่มันคือความท้าทายเพราะถ้าเราตอบให้เขาเข้าใจได้ มันเป็นการประเมินศักยภาพของตัวเราเองด้วย ผมว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ตัวชี้วัดว่าคุณเก่งหรือเปล่ามันคือการถ่ายทอด ซึ่งแค่บอกให้เขารับรู้มันไม่พอ ต้องทำให้เขาอยากมีประสบการณ์จริง พอเขาเข้าใจก็จะสามารถไปพูดต่อให้คนอื่นเข้าใจได้ตรงนี้สำคัญ มันคือการสร้างฮีโร่คนใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ในสังคมไทย นี่คือเป้าหมายของผม

คุณหมอทำงานในรูปแบบนี้ สมาชิกในครอบครัวแสดงความเป็นห่วงยังไงบ้าง

เขาห่วงเรื่องความปลอดภัย อันตราย เพราะผมต้องทำงานในป่า เวลาพ่อแม่เห็นลูกโดนช้างไล่กระทืบ โดนกระทิงไล่ขวิด ก็ไม่สบายใจ ผมเลยต้องสร้างความเชื่อมั่นกับคนในครอบครัวด้วยการแสดงให้เขาเห็นว่าเรารักตัวเอง ผมออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เวลาจะทำงานเราก็ระมัดระวัง มีความรอบคอบในการทำงาน เจ็บไข้ได้ป่วยก็รีบไปหาหมอ อย่าปล่อยไว้นาน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเรารักตัวเอง แล้วเวลาที่เราเสร็จภารกิจ เราก็กลับมาใช้ชีวิตในเมือง มีไลฟ์สไตล์ปกติ ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ไปแฮงค์เอาต์ ไปดูหนัง ไปเล่นกีฬา กิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่บอกกับตัวเราเองว่า เราจะต้องมาสัมผัสกับโลกแห่งความเป็นจริงในสังคมเมืองด้วย ไม่ใช่ไปขลุกอยู่แต่ในป่าและสิ่งที่ผมต้องการให้น้องๆ ลูกศิษย์มองผมก็คือ หมอแบบเราไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่แต่ในป่า ยากลำบาก เพราะเมื่อคุณเสร็จภารกิจ คุณก็สามารถไปใช้ชีวิตแบบคนอื่นในสังคมได้เช่นกัน

ทุกวันนี้คุณหมอแบ่งสัดส่วนการใช้ชีวิตในเมืองกับในป่าอย่างไรคะ

ถ้าใน 1 เดือนก็ 50:50 ครับ แต่ช่วงหลังๆ มีการบริหารจัดการดีขึ้น ปัญหาก็เลยไม่เกิด เราจะเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา เพียงแต่ว่าเมื่อไรที่ต้องมีการรักษา เราก็ต้องเข้าไปรักษา เข้าไปดูแล

เราจะรู้ได้อย่างไรคะว่าตอนนี้สัตว์ตัวไหนเป็นอะไร

สัตว์ป่าถ้าไม่เจ็บหนักจะไม่โผล่ออกมาให้คนเห็น เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณและทัศนคติของสัตว์ป่าที่มีต่อมนุษย์คือ ไม่ว่ามนุษย์จะเลวกับเขามากน้อยขนาดไหน เมื่อเขาอยู่ในวาระสุดท้ายที่ใกล้จะตาย เขาก็ยังเชื่อว่ามนุษย์คือที่พึ่งพิงสุดท้ายที่ทำให้เขาอยู่รอดได้ครับ

คุณเป็นนายสัตวแพทย์สัตว์ป่าที่ได้รับความสนใจจากคนภายนอกมากทีเดียว คิดว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้มีคนรู้จักคุณหมอมากขนาดนี้

จริงแล้วคนไม่น่าจะรู้จักผมเยอะนะครับ เพราะว่าเราทำงานในป่า มันไม่ใช่งานโชว์ ข้อจำกัดในการทำงานต่างๆ มันมีมากมาย แต่ต้องยอมรับว่า ณ เวลานี้สื่อสังคมออนไลน์ การแชร์ การถ่ายทอดข้อมูล มันเกิดขึ้นตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วผมก็ใช้ช่องทางนี้สื่อสารให้สังคมได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากการบุกรุกของมนุษย์ และมันได้เตือนอะไรมนุษย์บ้าง นี่จะเป็นข้อมูลที่ทำให้มนุษย์ปรับตัวได้ครับ

หลายๆ คนมองว่าคนทำงานแนวนี้น่าจะมีบุคลิกแบบหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นแนวเซอร์ แต่คุณหมอกลับชอบแต่งตัว แถมยังดูแลตัวเองได้ดีด้วย เคยคิดไหมว่าเพราะบุคลิกแบบนี้แหละที่ทำให้คุณโดดเด่นขึ้นมา

ปกติเวลาผมทำงาน ก็จะเซอร์นะครับ แต่ก็ขอให้มีสไตล์ชุดทำงานในแบบของเรา ใส่แว่นเพื่อกันฝุ่น ผ้าโพกหัวเพราะกันแมลงเข้าหู กันแมลงต่อย มีชุดทำงานที่กระฉับกระเฉง รัดกุม มีอุปกรณ์ เครื่องมือ ดูเป็นไลฟ์สไตล์แบบกวนๆ หน่อย เพียงแต่ว่าตัวชี้วัดเหล่านี้มันคือผลงานมากกว่านะครับ

เคยได้ยินมาว่า คุณหมอเป็นคนไม่รักสัตว์ แต่เพราะอะไรถึงมาทำงานตรงนี้คะ

มันเป็นความรับผิดชอบเราครับ และสัตว์ป่าบนโลกใบนี้คนทั้งโลกเป็นเจ้าของ ประชาชนชำระภาษีมาเป็นเงินเดือนให้เป็นสัตวแพทย์สัตว์ป่า เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อีกอย่างคือผมอยากทำให้คนอื่นเห็นว่าขนาดผมเป็นคนไม่รักสัตว์ ผมยังทำหน้าที่นี้ได้ แล้วถ้าคนมาทำรักสัตว์ล่ะ เขาจะทำได้ดีขนาดไหน

ถ้าคุณหมอต้องรักษาสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและกำลังดุร้ายด้วย จะเตรียมตัวรับมืออย่างไรคะ

ถ้าเขาไม่นอนพะงาบ ยังพอที่จะระมัดระวังตัวได้ เราจะใช้ปืนยิงยาสลบ ซึ่งก็ต้องเข้าไปยิงในป่า การยิงยาสลบเป็นเรื่องที่ยากเพราะว่าเราอยู่ในป่าทึบ ไม่เหมือนในต่างประเทศที่เป็นทุ่งหญ้าสามารถขับรถหรือขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยิงได้ แต่เราเดินเท้าเข้าไปแทนครับ (ทราบมาว่าปืนยิงยาสลบเองก็มีอยู่ไม่กี่กระบอก) ในอดีตมีไม่เยอะครับ แล้วมันก็เป็นความน่ารักของหน่วยงานผมเองที่เมื่อก่อน ผมคนเดียว แต่มีปืนยิงยาสลบให้ใช้ถึง 5 กระบอก มองเผินๆ ก็คือทำไมไม่หาหมอมาเพิ่มล่ะ ยังว่างตั้ง 4 ระบอก แต่โดยนัยคือเขาต้องการให้ผมเซฟตัวเองไว้ เวลาที่เรายิงยาสลบ ปืนมันหนัก เรายิงเสร็จ เราก็ทิ้งปืน ช้างก็เดินมากระทืบปืน หรือกระทิงก็วิ่งมาสนใจปืน แล้วเราก็วิ่งหนีไป ก็ยังมีปืนอีก 4 กระบอกที่ใช้งานได้ นั่นคือมุมมองที่หน่วยงานเขาเซฟหมอไว้

จริงๆ แล้วในวันนี้คุณหมอยังต้องการอุปกรณ์อะไรอีกหรือเปล่าคะ

สังคมหรือคนรอบนอกเห็นผมทำงานในพื้นที่ป่าที่มีข้อจำกัดเยอะ เขาก็อยากให้ผมเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ แต่การทำงานในป่า เราอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติที่ดีมากกว่า นั่นคือ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย เพียงแค่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสมและเพียงพอก็ OK! เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้มันจะทำให้เราดึงศักยภาพในการใช้ไหวพริบ ปฏิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับเหตุการณ์นั้นขึ้นมา สถานการณ์จะทำให้เรามีสติ ได้คิด ได้ไตร่ตรอง จนออกมาเป็นแนวทางที่มันเหมาะสมได้ครับ

สำหรับคุณหมอเอง ของจำเป็นที่ต้องติดตัวเข้าป่าตลอดมีอะไรบ้างคะ

ผ้าโพกหัว, หมวก, แว่นตา, คอนแทกเลนส์, ชุดเครื่องแบบ, ปืนยิงยาสลบ, ปืนพกสำหรับป้องกันตัว, มีด, อุปกรณ์ยังชีพ และเรื่องศิลปะการต่อสู้ เช่น ฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่า บางทีเราเข้าไปเจอพวกพรานป่า ก็มีปะทะ มีต่อสู้บ้างครับ

มีเคสไหนที่หมอเกือบเอาชีวิตไม่รอดบ้างไหมคะ

มีครั้งหนึ่งที่เข้าไปรักษากระทิงที่บาดเจ็บเพราะถูกยิง แล้วกระทิงก็ไล่ขวิด เราก็เลยต้องรีบปีนต้นไม้ แล้วกระทิงก็หงุดหงิด เพราะเขาทำอะไรไม่ได้ ตอนแรกคิดว่ากระทิงเดินหนีไปแล้ว แต่ปรากฏว่าสักพักเขาวิ่งกลับมากระแทกต้นไม้ที่เราปีนอยู่ เพื่อให้เราตกต้นไม้ให้ได้ กระแทกอยู่เป็นครึ่งชั่วโมง ตอนนั้นผมเองก็มือเหนียวมาก เกาะต้นไม้แน่นเลยครับ (หัวเราะ) จากนั้นก็ดึงสติกลับมา แล้วค่อยๆ แก้สถานการณ์ ถามว่าผมกลัวไหมกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลัวครับ แต่ผมกลัวเขาตายมากกว่า ถ้าเราไม่รักษาเขา เพราะอย่าลืมว่า มนุษย์ไปทำเขา จนเขาจะตายอยู่แล้ว เขาต้องการเรานะครับ เคสนี้สุดท้ายผมก็ได้รักษาเขานะ เราก็ยิงยาสลบ และผ่าตัด รักษาเขาในป่าครับ

ก่อนนั่งสัมภาษณ์กันจริงจัง เราคุยกันเรื่องช้างตกมัน ซึ่งคุณหมอบอกว่าช้างตกมันไม่น่ากลัวเท่ากับช้างตกใจ อยากให้อธิบายให้ฟังหน่อยค่ะ

เพราะช้างจะตกใจเมื่อไรก็ได้ ถ้ามีสิ่งแวดล้อมเข้าไปกระตุ้น เช่น การส่งเสียงดัง การเปลี่ยนระดับเสียงจากเบาเป็นดัง การใช้แสงแฟลตเพื่อกระตุ้นอะไรต่างๆ เราก็ต้องพยายามงดเว้นสิ่งเหล่านี้ถ้าอยู่ใกล้เขา หรือถ้ามันเกิดขึ้นมาแล้วก็ถอยก่อน วิ่งหนีก่อน ช้างเองวิ่งไม่ได้ แต่เดินเร็วนะครับ แต่ในขณะเดียวกัน คือถึงแม้ช้างเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย แต่ก็หายไวเหมือนกัน ซึ่งเราสามารถสังเกตพฤติกรรมได้ คือ ถ้าเขายังหูกาง หางชี้อยู่ แสดงว่ายังโกรธอยู่ก็ให้เขาไปก่อน แต่ถ้าเขาอยู่นิ่ง สะบัดหู แกว่งหางไปมา หากินอาหารแสดงว่าเขาเริ่มผ่อนคลาย เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนช้างตกมันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยา ซึ่งดูจากรูปร่างและร่างกายเขาเราก็จะรู้ได้ครับ (เคยเจอช้างที่ทั้งตกใจและตกมันไหมคะ) เจอครับ ภาวะตกมันคือภาวะที่ช้างร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรงมากๆ ก็ต้องดูว่าระยะไหน ถ้าระยะที่น้ำมันไหลเข้าปาก นั่นคืออาละวาด ถ้าระยะที่น้ำมันไหลยังไม่เข้าปากยังซึมๆ อยู่ แต่อาจจะโกรธง่ายหน่อย พอเราเจอแบบนี้ เราไม่มีทางที่จะควบคุมตัวช้างได้ แต่เราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวช้างได้ อย่าทำให้เขาตกใจ อย่าให้สภาพแวดล้อมไปรบกวนตัวเขา เราจะต้องเป็นคนอำนวยการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการทั้งทางวิทยุ สัญญาณมือ ถ้าเราทำงานกับทีมงานที่ทำด้วยกันมานาน เราก็จะสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ผมไม่ได้มองว่ามันคือปัญหา แต่มันคือเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าเวลาหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เราจะเข้าไปบริหาร จัดการมันอย่างไร

คุณหมอเองเป็นคนกลัวงู อย่างนี้มีวิธีการเซฟตัวเองอย่างไร ยิ่งเวลาต้องเข้าไปทำงานในป่า

เราจะพยายามสังเกตว่าตรงไหนที่เป็นอาจจะเป็นที่อยู่ของงู แล้วพยายามหลีกเลี่ยง กับอีกอย่างคือภาวนาว่าอย่าเจอเลย (หัวเราะ) แต่โดยหลักๆ พวกงูเหล่านี้จะทางใคร ทางมัน เขาก็หลบเราอยู่แล้ว ถ้าเราไม่เข้าไปทำอันตรายเขา และเวลาที่เราเข้าไปทำงานในป่า ใจเราต้องนิ่งและบริสุทธิ์ บางทีก็แผ่เมตตา หรือบอกว่าเรามาทำงานนะ ขอให้ปกป้อง คุ้มครองเราด้วย ขออย่าให้เจออันตรายอะไรเลย ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยเกิดเหตุอะไรเลวร้ายกับนะครับ

คุณหมอคิดว่าตัวเองรู้ใจสัตว์ป่าประเภทไหนบ้างคะ

ผมไม่รู้ใจสัตว์แบบไหนเลยครับ สัตว์ป่าจะมีสัญชาติญาณแตกต่างกันไป แล้วในแต่ละตัวก็จะมีความแตกต่างกันด้วยเพราะฉะนั้นเราจะไม่รู้ใจ แต่เราจะอ่านใจเขาได้โดยใช้สถานการณ์ ณ เวลานั้นว่าเขากำลังคิดอะไร กำลังจะทำอะไร ทุกอย่างเกิดจากการประสบการณ์ล้วนๆ ครับ และที่สำคัญอีกเรื่องคือการฟังครับ ผมเป็นคนที่ฟังลูกน้องมาก ฟังคนอื่นมาก ฟังเยอะก็ได้ข้อมูลเยอะ ได้ความรู้เยอะนะครับ

เวลาเข้าไปทำงานในป่า คุณเคยกลัวตายไหมคะ

เหตุการณ์เหล่านี้มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีสติขนาดไหน ทุกคนก็กลัว แต่ถ้ากลัวถึงขนาดว่าไม่กล้าทำอะไร ก็อยู่บ้านนะครับ แต่ในเมื่อเราต้องเผชิญออกมากับความเป็นจริง เราต้องมีสติครับ

วันนี้มีสัตว์ประเภทไหนที่ยังไม่ได้รักษาอีกบ้างคะ

เรารักษาสัตว์ป่ามาเกือบทุกกลุ่มแล้วครับ (แล้วถ้าเรารักษาจนเขาแข็งแรงแล้วล่ะคะ เขายังจะไล่ทำร้ายเราอีกไหม เขาก็ยังไล่เราปกติครับ แต่มันเป็นการหนีตายที่มีความสุขมาก เป็นการวิ่งหนีเอาตัวรอดที่มีรอยยิ้ม เพราะหมายถึงการรักษาสัมฤทธิ์ผล แล้วนั่นก็เป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าเขาจำหมอไม่ได้หรอกครับ

เคสสะเทือนใจหมอ เป็นเคสไหนคะ

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ฝนตก แล้วลูกเม่นตัวหนึ่งที่ถูกรถเหยียบทั้งล้อหน้า ล้อหลัง และยังไม่ตายทันที เขาก็มาตกอยู่ที่ท่อระบายน้ำ ข้างๆ ถนนมีรอยเลือด ขนเม่นกระจาย ภาพที่สะเทือนใจก็คือแม่เม่นมาเลียขน เลียเลือดของลูก ส่วนตัวลูกที่ยังไม่ตายก็ร้องหาแม่ วินาทีนั้นด้วยความที่เราเป็นหมอ ผมมีความตั้งใจมากว่าเราจะช่วยเขาให้รอด เพื่อให้เขาอยู่ในโลกใบนี้ อยู่กับแม่เขาต่อไป แต่พอเรามาจับดูที่ท้องเขา ปรากฏว่าอวัยวะภายในเขาแหลกเหลวไปหมดแล้ว มันเกินเยียวยา สิ่งที่เราทำก็คือต้องช่วยให้เขาพ้นจากทุกขเวทนา นั่นคือฉีดยาให้เขาไปอย่างสงบ โดยที่ไม่ทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นเวลาที่สัตว์ป่าเหล่านี้บาดเจ็บ การมาของหมอ ไม่ได้มาเพื่อรักษาอย่างเดียว แต่มาเพื่อความเหมาะสม ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่ 2 อย่าง คือช่วยให้รอดกับช่วยให้พ้นจากทุกขเวทนา แล้วก็เคยมีคนถามว่า คุณมีสิทธิ์อะไรมาชี้วัดความเป็นความตาย ของสัตว์ คำตอบคือสัตว์ป่ามันฆ่าตัวตายไม่เป็นไงครับ ถ้าเป็นกรณีของคน ทำไมหมอจะต้องคุยกับญาติคนไข้ว่าถอดสายอ๊อกซิเจนเถอะ เพราะมันทรมานมากเกินเยียวยาแล้ว ซึ่งสัตว์มันคิดแบบนั้นไม่ได้ครับ เราประเมินทุกอย่างด้วยความเหมาะสมก่อนจะทำอะไรเสมอ

ทุกครั้งที่ไม่สามารถรักษาชีวิตสัตว์ได้ คุณหมอรู้สึกอย่างไรบ้าง

สำหรับผม ความเสียใจไม่มีนะครับ แต่จะมีคำถามกลับมาที่ตัวเองว่าเราได้ทำเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดในด้านต่างๆ ที่อยู่ในป่า ทั้งเรื่องอุปกรณ์ หยูกยาที่มันจำเป็นแล้วหรือยัง ถ้าเราทำได้ดีแล้ว ผมก็ไม่เสียใจแล้วครับ เรื่องราวต่อจากนั้นก็จะเป็นบทเรียนสำหรับเราว่า ครั้งหน้าถ้าเกิดปัญหาแบบนี้ เราจะต้องแก้ไขอย่างไร

พอทำงานตรงนี้นานๆ เข้า คุณหมอได้ลด หรือเลิกอะไรในชีวิตลงไปบ้างหรือเปล่า

เมื่อก่อนผมจะเป็นคนขี้เมาหน่อย ดื่ม เที่ยว แต่พอมาทำงานตรงนี้ เวลาทำงานมันขึ้นอยู่กับคนไข้ของเรา โดยเฉพาะคนไข้ของเราหากิน 24 ชั่วโมง บางตัวหากินกลางคืน บางตัวก็หากินกลางวัน เราเลยต้องคงความมีสติไว้ตลอด 24 ชั่วโมง เวลามีเหตุฉุกเฉินจะได้ไปทำงานได้ ถ้าไปเมา ไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ แล้วเลิกตี 2 ตี3 ลุกขึ้นไปทำงานไม่ได้ เราก็จะไม่ทำ ตอนนี้ผมดื่มบ้าง พอสำราญ แต่จะไม่หัวราน้ำ เพราะเคยเกิดเหตุว่าผมกำลังเมาหัวราน้ำ แล้วมีเหตุต้องไปปฏิบัติงาน ซึ่งเราก็ทำได้นะ แต่มันไม่ดีพอก็เลยต้องปรับตัวครับ

คุณหมออยู่กับธรรมชาติมากว่า 10 ปีแล้ว บอกได้ไหมว่าตอนนี้ธรรมชาติกำลังเตือนอะไรเราอยู่บ้าง

ธรรมชาติเตือนมนุษย์ว่าอย่าเยอะ อย่าคุกคาม เบียดเบียน เปลี่ยนแปลงธรรมชาติครับ เพราะธรรมชาติกำลังตอบโต้มนุษย์อยู่วิธีหนึ่งก็คือการปล่อยเชื้อโรคใหม่ๆ ขึ้นมา ปล่อยสู่สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อม ถ้ามนุษย์ไม่ไปรุกรานสัตว์ป่า ไม่ไปรุกรานสิ่งแวดล้อม มนุษย์ก็จะอยู่ได้ แต่ถ้ามนุษย์ไปเบียดเบียนสัตว์ป่า บริโภคสัตว์ป่า ตัดไม้ทำลายป่า ก็ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นมาสัมผัสกับมนุษย์จนมนุษย์สามารถติดได้ แล้วก็ติดจากมนุษย์สู่มนุษย์ต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้ธรรมชาติคัดเลือกแล้วว่าผู้ที่ปรับตัวได้คือผู้ที่อยู่รอด ในบทบาทของผมคือทำอย่างไรก็ได้ให้มนุษย์มีการปรับตัวเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันได้ เราจะได้อยู่รอดไปด้วยกัน

นายแบบ: นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน
สไตลิสต์: Karat
แต่งหน้า-ทำผม: โชติรส โรดดอน
ช่างภาพ: Kantarika
สัมภาษณ์: กิ่งสุรางค์ อนุภาษ
สถานที่: Sofitel Bangkok Sukhumvit โทร.0-2126-9999

Comments

comments

ใส่เดี่ยวก็ชิลล์! ใส่คู่ก็น่ารัก! นี่ล่ะอีกหนึ่งแบรนด์รองเท้าสุดโปรดของคนดังทั้งไทยและเทศ

[unable to retrieve full-text content]

เจมส์ มาร์ มอบความเฮงรับตรุษจีนที่งาน Central Chinese New Year 2018

ฮือฮาไม่น้อย เมื่อ “เจมส์ มาร์” พลิกคาแรกเตอร์ รับบท “เทพนาจา” อวดลีลาถือลูกแก้วล่อมังกรมงคลยาวที่สุดในประเทศไทย ในงาน “Central Chinese New Year 2018” จุดประทัดฉลองตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่ ที่ลานมรกต ห้างเซ็นทรัลขิดลม และจะมีหลากกิจกรรมมงคลให้ชิม ช้อป และชม ไปจนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

งานนี้ ห้างเซ็นทรัล และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ เนรมิตลานมรกต ห้างเซ็นทรัลชิดลม ให้เป็นดั่งลานแห่งสรวงสวรรค์ โดยมีพิธีเปิดงานด้วยการแสดงของสิงโตมงคลแดงและม่วง จาก 2 ทีมแชมป์แห่งประเทศไทย ได้แก่ คณะสิงโตลูกท้าวมหาพรหม แชมป์ประเทศไทยปี พ.ศ. 2558 และคณะสิงโตลูกเจ้าแม่กวงอิม แชมป์ประเทศไทยปี พ.ศ. 2559 จากนั้นเป็นการแสดงการฟ้อนรำชุดเล่นว่าวอันวิจิตรการตา จากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

จนกระทั่งการปรากฎตัวของพระเอกหนุ่มหน้าตี๋หล่อ เจมส์ มาร์ ที่คืนนี้ รับบท เทพนาจาสุดหล่อ อวดลีลาร่ายรำถือลูกแก้ว ล่อมังกรมงคลยาวที่สุดในประเทศไทย ที่มีการแสดงอยู่ในปัจจุบัน เรียงเสียงกรี๊ดจากผู้ชม และแฟนคลับโดยรอบอย่างท่วมท้น เพราะใครเลยจะคิดว่าหนุ่มหล่ออย่างเจมส์ มาร์ จะสามารถสวมบทนาจาได้อย่างสมจริงสมจังขนาดนี้ ไม่ทันไรมังกรเริ่มขดตัวปีนขึ้นไปยังโครงสร้างเหล็กขนาดยักษ์เนรมิตเป็นก้อนเมฆสู่เสาสูงเสียดฟ้า พร้อมเปิดป้ายมงคลให้ผู้ชมทุกท่านรับความเฮงกลับบ้านอย่างมีความสุข

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

งาน Central Chinese New Year 2018 พรั่งพร้อมด้วยเรื่องราวมงคลมากมาย ให้คุณๆ ชิม ชม และช้อป ได้อย่างเพลิดเพลิน เริ่มต้นด้วยการชิมอาหารจีนตำรับอร่อยจาก อีทไทย ที่ ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี นำ หมูกรอบกลางกรุง หมูกรอบสุดพรีเมี่ยมที่มีเอกลักษณ์ทั้งกรรมวิธีและวัตถุดิบ รสหมูกรอบหวานเค็มกำลังดี อร่อยแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม ทั้งยังสื่อถึงความความสมบูรณ์พูนสุขและมั่งคั่ง วิทโทส (With Toast) ขนมปังไส้เยิ้ม มาพร้อมไส้หลากหลายชนิด อาทิ สังขยาใบเตย นมข้น ชาเย็น พริกเผา และคัสตาร์ดไข่เค็ม

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

หรือขนมมงคลความหมายดี อาทิ ขนมเทียน หมายถึงความสว่างรุ่งเรืองดังแสงเทียน เหมือนกับชื่อขนม ขนมเข่ง รสหวานเป็นสัญลักษณ์แทนความหวานชื่น อุดมสมบูรณ์และชีวิตอันราบรื่น จันอับ ซึ่งทำจากธัญพืชจึงสื่อถึงความหอมหวานและเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ขนมลูกชุบรูปลูกท้อ หมายถึงความมั่นคง ยืนยาว และลูกชุบส้มสีทอง หมายถึงชีวิตที่มีความราบรื่นสมบูรญ์ ขนมเปี๊ยะเจ้าเก่าแก่ แต้จิ้นเส็ง ที่ขนมาเสิร์ฟแบบจัดเต็มทั้ง ขนมเปี๊ยะถั่วหวาน ขนมเปี๊ยะงาดำ ขนมเปี๊ยะทุเรียน ฟักหวาน พร้อมชวนไปอร่อยต่อกับอาหารจีนซีฟู้ดจานพิเศษจากครัวเจ๊ง้อ ซีเล็กเต็ดและแสนยอดที่โซนลิตเติ้ลไชน่าทาวน์! พร้อมร่วมกิจกรรมสนุก สุข เฮง! อีกมากมายที่จะมาช่วยสร้างสีสันให้ช่วงตรุษจีนนี้

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

ต่อเนื่องความอร่อยที่ Chinese Market ที่ลานมรกต ห้างเซ็นทรัลชิดลม เนรมิตตลาดจีนสุดเก๋ จัดเต็มด้วยสินค้าจาก Ab Fab Market และอาหารจีนมงคลหารับประทานยากส่งตรงมาจากประเทศจีน อาทิ หวงปามณฑลกุ้ยโจว หรือ ขนมแป้งถั่วเหลือง ขนมขึ้นชื่อของอำเภอหนานป๋าย เมืองจวุนอี้ มณฑลกุ้ยโจว วัตถุดิบหลักที่ใช้คือข้าวและถั่วเหลือง รสชาติหอมหวาน นิ่ม อร่อย มีให้เลือกทั้งแบบเหลี่ยมหรือแบบกลม สามารถกินแบบดิบ แบบทอด หรือแบบนึ่ง ก็ได้แล้วแต่ชอบ

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

ขนมหวานปัวปัว หรือ ขนมพัฟปัวปัว มีรสหวาน ละลายง่าย ลักษณะพิเศษคือ หอม หวาน กรอบ มีสีเหลืองและมีกลิ่นหอมของไส้งา โดยชาวจีนสมัยก่อนนิยมใช้เป็นของที่ระลึกมอบให้กัน ซือหวาหว่า หรือ ปอเปี๊ยะสด อาหารดั้งเดิมของเมืองกุ้ยโจว แผ่นห่อด้านนอกทำจากแป้งข้าวเจ้านำมารีดเป็นแผ่นกลมบางขนาดเท่าฝ่ามือ แล้วห่อไส้ด้วย แครอท ใบสะระแหน่และสาหร่ายหั่นฝอย ถั่วเหลืองผัด กากหมู พริกไทยและอื่นๆ จะต้องรับประทานคู่กับซอสเผ็ดๆเปรี้ยวๆ ปัจจุบันกลายเป็นอาหารบนโต๊ะจัดเลี้ยงในวันแต่งงานและวันสำคัญอื่นๆ

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

ปิงเฝินเฝิ่น อาหารว่างขึ้นชื่อที่ชาวจีนนิยมกินในช่วงหน้าร้อน โดยวัตถุดิบหลักทำมาจาก “ต้นปิงซู่” (“ปิง” แปลว่า หิมะ และคำว่า “ซู่” แปลว่า ต้นไม้) มีรสชาติหวาน อร่อย เติมน้ำแข็งยิ่งเพิ่มความเย็น กินแล้วรู้สึกสดชื่นช่วยดับร้อนได้ดี ขนมหวานรูปกุหลาบชิงเหยียน ของกินท้องถิ่นดั้งเดิมของเมืองกุ้ยหยาง มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 100 ปี ส่วนผสมหลักทำจากดอกกุหลาบสับละเอียด เติมน้ำตาลลงไป จากนั้นนำใส่ในแม่พิมพ์หม้อดินเผาแล้วนำไปตากแดด หลังจากนั้นใช้แป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวสาลี เติมงา วอนัท น้ำตาล ทำออกมาเป็นขนมลูกกวาดงา หั่นเป็นแผ่นบางๆ ได้รสชาติของงาผสมกลิ่นหอมของกุหลาบ เป็นอีกเมนูที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

อิ่มแล้วมาชมการแสดงอันน่าชวนตื่นตาตื่นใจ ที่คัดสรรและนำเข้ามาโดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพ มากมาย อาทิ ระบำฮู หลุน เป่ย เออร์ มายากลจีน ระบำพื้นบ้านของชาวมองโกเลีย ที่มีท่วงท่าสง่างาม การฟ้อนรำชุดเล่นว่าว กายกรรมโยโย่ กายกรรมหลิงซิง กายกรรมพลัง การบรรเลงเครื่องดนตรีจีน ฯลฯ ที่จะมาช่วยเสริมสิริมงคลรับตรุษจีน

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

นอกจากนี้ ยังพบกับ สินค้าชิ้นพิเศษจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ ที่ส่งตรงจากเมืองจีน อาทิ ภาพมงคลตรุษจีนอู่เฉียง งานศิลปะระดับประเทศ เป็นงานฝีมือพื้นเมืองโบราณของเมืองอู่เฉียง มณฑลเหอเป่ย สื่อถึงกลิ่นอายท้องถิ่นและเอกลักษณ์ของความเป็นจีน โดยมีจุดเริ่มต้นจากหลักคำสอนทางพุทธศาสนา แนวคิดโบราณที่สืบทอดกันมาและผลกระทบจากการพัฒนาศิลปะพื้นบ้านสมัยก่อน ซึ่งลายเส้นของรูปภาพจะชัดเจน สีสันสดใส แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และประเพณีที่ชัดเจนนิยมนำมาตกแต่งบ้านในช่วงตรุษจีน การตัดกระดาษจีน งานหัตถกรรมพื้นเมืองของชนเผ่าฮั่นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศ โดยเฉพาะทางตอนเหนือของจีนจะมีประเพณี “ตัดกระดาษประดับหน้าต่าง” แต่การตัดกระดาษจีนในหลายๆ พื้นที่จะยึดรูปแบบวิธีการตัดจากมณฑลเหอเป่ยเป็นมาตรฐาน จนเรียกได้ว่าศิลปะการตัดกระดาษเป็นสิ่งที่งดงามในเขตเว่ย เฟิงหนิงและฝู่หนิงของมณฑลเห่อเป่ยที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เป็นต้น

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นวันตรุษจีน เวลา 14.00 น. และ 18.00 น. ที่บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี พบการแสดงมังกรคู่ 9 เซียน สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง นำมาซึ่งอายุยืนยาว เจริญรุ่งเรือง ได้โชคลาภ มีวาสนาดี และการเชิดสิงโตมงคลถึง 10 ตัว สัญลักษณ์ผู้นำแห่งพลังอำนาจ ที่จะยกขบวนมาโชว์การปีนเสาดอกเหมย การต่อตัว และการโยกย้ายส่ายหางด้วยท่าทางอันงดงาม โดยคณะยีเซนไทยแลนด์ ทีมอันดับ 9 จากการแข่งขันชิงแชมป์โลก 2016 ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อร่วมอำนวยพรเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ชม ไม่เพียงเท่านั้น ที่ Open House ชั้น 6 ยังเปิดบ้านให้เพลิดเพลินไปกับเวิร์กช็อป Dog Bandana (ด็อก บันดานา) และ Dog Mask (ด็อก มาส์ก)

พร้อมชวนช้อปรับทรัพย์…มั่งมีรับปีจอ กับโปรโมชั่นสุดพิเศษ ส่วนลดสูงสุด 30% สำหรับสินค้าราคาปกติ พร้อมรับฟรี คูปองส่วนลดแทนเงินสดเมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข และเฉพาะลูกค้าที่ช้อปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ลุ้นรับฟรีของรางวัล 400 รางวัล อาทิ อาทิ บัตรที่พักจากพาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ (Park Hyatt Bangkok) , บัตรรับประทานอาหารจาก Nabezo หรือ Water Library, บัตรของขวัญจากห้างเซ็นทรัล, กระเป๋ารุ่นเอ็กซ์คลูซีฟจากบอยแบค (Boyy Bag) เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 8-25 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขาและเซน และวันที่ 13 – 25 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

Central Chinese New Year 2018

Central Chinese New Year 2018

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้!! ชิม ช้อป ชม เสริมมงคล เฮงรับตรุษจีนในงาน “Central Chinese New Year 2018” ได้ตั้งแต่วันอังคารที่ 13 – วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ลานมรกต ห้างเซ็นทรัล ชิดลม และ และ ชั้น G, The Balcony (เดอะ บัลโคนี่) ชั้น 2, ชั้น 5 และ Open House ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

ต้องเห็นเป็นบุญตา! นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ เป็นการแสดงของขวัญที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพติร และสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายท่าน

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
กล่องบุหรี่ประดับอักษรพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล มอบให้แก่ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เดลาโน รูสเวลต์ พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์

ของขวัญเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่เคยนำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนมาก่อนและมีจำนวนไม่น้อยที่นำมาแสดงในประเทศไทยเป็นคร้ั้งแรกโดยจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทย

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
ภาพเหมือนประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากร

เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นเม่ื่อกัปตันชาวอเมริกันนำเรือเข้าเทียบท่าที่กรุงเทพมหานครและเริ่มต้นมิตรภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ในคร้ังนั้นสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงสาธารณรัฐเกิดใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองนอกมหาสมุทรแอตแลนติกเพียงน้อยนิด

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
ฉลองพระองค์ครุย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ประทานแก่สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน

ในขณะท่ี่ราชวงศ์จักรีก็กำลังเรียนรู้ความเป็นไปของโลกใหม่ซึ่งหนึ่งในเรื่องสำคัญก็คือความพยายามของยุโรปที่จะแสวงหาอาณานิคมเพิิ่ม ดูเหมือนทั้งไทยและสหรัฐฯในช่วงนั้นแทบจะเป็นพันธมิตรกันได้ยากเนื่องจากอยู่กันคนละซีกโลก

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
จดหมายจาก “พระยาสุริยวงศ์มนตรี” (ดิศ บุนนาค) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๑ ได้รับความอนุเคราะห์จากหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา

กัปตันเรืออเมริกันเดินทางกลับไปยังสหรัฐอเมริกาโดยถือจดหมายถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ลงนามโดยเจ้าพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังในครั้งนั้น

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
ชุดตะกร้าสาน อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มอบให้สถาบันสมิธโซเนียน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๔ได้รับความอนุเคราะห์จากฝ่ายมานุษยวิทยา สถาบันสมิธโซเนียน

จดหมายฉบับนั้นกล่าวถึงพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 ที่จะสร้างสัมพันธ์ทางการค้าและพาณิชย์ระหว่างสหรัฐอเมริกา และราชอาณาจักรสยาม จดหมายลงวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2361 นับเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพซึ่งนำพาสองประเทศมาพบกันอย่างเป็นทางการเป็นคร้ังแรก นับเป็นการวางรากฐานเพื่อการเป็นพันธมิตรท่ี่สำคัญและยืนยาวตราบจนทุกวันนี้

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพ
ชุดเครื่องเขียนถมทอง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้รับความอนุเคราะห์จากพิพิธภัณฑ์และหอสมุดประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์

นิทรรศการของขวัญแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐอเมริกาจะจัดขึ้นภายใต้ชื่อ Great and Good Friends ระหว่างวันท่ี 21 มีนาคม – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2561  ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.greatandgoodfriends.com, Instagram: #greatandgoodfriends

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

โป๊ป &เบลล่า ประชันฝีมือครั้งแรก ในละครพีเรียดสองภพ บุพเพสันนิวาส

หลังจากทำงานในวงการมาพักใหญ่ในที่สุด สองพระนาง อย่าง  โป๊ป ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และ เบลล่า ราณี แคมเปน ก็โคจรมาพบกันในละครพีเรียดย้อนยุคเรื่อง บุพเพสันนิวาส นวนิยายของ รอมแพง ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ครั้งแรกทาง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 โดย หน่อง อรุโณชา ภาณุพันธ์  บอสใหญ่แห่งค่าย บรอดคาซท์ไทย เทเลวิชั่น จำกัด  ซึ่งครั้งนี้โป๊ปมารับบทเป็น พ่อเดช เล่นประกบคู่กับนางเอกหน้าหวานอย่าง เบลล่า ราณี  ที่รับบทเป็น แม่การะเกด และ เกศสุรางค์ สาวยุคปัจจุบันที่หลงเข้าไปในยุคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งทั้งสองพระนางได้พูดถึงบทบาทที่ได้รับในละครและการพบกันครั้งให้ฟังว่า

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

“บุพเพสันนิวาสเป็นละครพีเรียดครับ แต่ครั้งนี้แตกต่างจากทุกๆ เรื่องที่เคยเล่นมา เพราะย้อนถึงยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ในเรื่องไม่ได้พูดถึงประวัติศาสตร์มาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความรักแบบย้อนอดีต ผมรับบทเป็น พ่อเดช หรือ ขุนศรีวิศาลวาจา เป็นนักการทูตที่ต้องไปเจรจากับทางฝรั่งเศส เป็นคนขรึม ฉลาด ตอนแรกเหมือนจะไม่ชอบนางเอก แต่ถ้าตอนได้รักแล้วรักจริง สำหรับเรื่องนี้ยากพอสมควร เพราะต้องเล่นให้ดูเป็นพีเรียดมาก มีทั้งเรื่องการพูด บุคลิกท่าทาง มีการปรับตัวในซีนที่ยากที่เป็นซีนพูดเยอะ ต้องแสดงอารมณ์แบบโกรธ โรแมนติก งอน ในซีนเดียว ส่วนกับเบลล่า เราไม่เคยร่วมงานกันพอได้มาร่วมงานกันจริงๆ ก็เข้ากันได้ดีครับ เขาเป็นคนเก่ง น้องทำการบ้านมาดี ผมฝากติดตามละครเรื่อง บุพเพสันนิวาสกันด้วยนะครับ” โป๊ปกล่าว

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

ส่วนเบลล่าเล่าถึงบทบาทของเธอให้ฟังว่า “ละครเรื่องนี้เล่นเป็น 2 ตัวละครค่ะ มีในส่วนของอดีตชื่อ การะเกด เป็นผู้หญิงที่ร้ายมาก เจออะไรมาเยอะ รักและหวงพระเอกมาก ร้ายกับทุกคน ยกเว้นคนที่ตัวเองรัก ร้ายจนโดนมนต์ คำสาปและต้องตายไป ส่วนอีกตัวละครชื่อ เกศสุรางค์ ซึ่งอยู่ในยุคปัจจุบัน เป็นผู้หญิงตัวอ้วน น่ารักสดใส และตลกที่แอบชอบเพื่อนสนิทซึ่งก็คือพี่ปั้นจั่น (ปรมะ อิ่มอโนทัย ) วันหนึ่ง เกศสุรางค์ได้เข้าไปอยู่ในร่างของการะเกด เพราะประสบอุบัติเหตุตายในที่ที่เดียวกับการะเกด พอเธอฟื้นขึ้นมาในร่างของการะเกดก็แอบดีใจเพราะผอม สวย หุ่นดี แต่ไม่ได้รับการต้อนรับจากใครเลย มีแต่คนเกลียด จนเกิดความสงสัย และเกิดเรื่องราวสนุกสนานตามมา

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

เรียกว่ามาสร้างความปั่นป่วนในยุคของเขา สอนคนในยุคนั้นทำนู่น ทำนี่ ทำเครื่องกรองน้ำบ้าง ทำอะไรที่เป็นยุคใหม่ ฯลฯ  ส่วนในเรื่องของอารมณ์เล่นยากพอสมควร เพราะสองตัวละครนี้ต่างกันมาก แล้วมีอยู่วันหนึ่ง เบลต้องเล่นเป็นทั้งสองตัวละครเลย เหนื่อยมาก ทั้งบทที่ดราม่าหนักเปลี่ยนมาเป็นอารมณ์กุ๊กกิ๊กน่ารักกับพระเอก ส่วนเรื่องการแต่งหน้า ทำผม  ก็สลับไปมาแต่ก็สนุกดีค่ะ  ฝากติดตามความโก๊ะ เปิ่น ของเกศสุรางค์ ที่มาสร้างสีสันในยุคเก่า และอยากให้รอดูการพัฒนาการของความรักด้วยบุพเพสันนิวาสของทั้งคู่ว่าจะลงเอยกันอย่างไรกันด้วยนะคะ”

บุพเพสันนิวาส

บุพเพสันนิวาส

มาช่วยกันลุ้น เอาใจช่วย กับความรักของเขาทั้งสองที่จะมีเรื่องให้แฟนๆ ละครได้อิน ดูแล้วต้องแอบขำ แอบเขิน ไปตามๆ กัน ติดตามชมใน ละคร บุพเพสันนิวาส ได้เร็วๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments

JBJ นำเทรนด์แชะภาพ เรียงหน้า ! ช็อตเด็ดที่คนดังต้องทำ

กลายเป็นเทรนด์แชะภาพสุดฮิปที่กำลังมาแรงมากๆ ในตอนนี้ก็ว่าได้ ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครถ่ายรูป เรียงหน้า สไตล์นี้มาก่อน แต่ดูเหมือนว่าหลังจากมีภาพโปรโมตมินิอัลบั้มชุดที่ 2 “True Colors” ของศิลปินเกาหลีสุดฮอตวง JBJ ออกมาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็จุดประกายให้การถ่ายรูปเรียงหน้าก็ถูกนำมาเป็นกระแสฮิตอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมูคนดังบ้านเราที่มีตั้งแต่ถ่ายเล่นๆ รวมไปถึงถ่ายนิตยสารกันเลยทีเดียว

หนุ่มๆ JBJ กับภาพโปรโมตมินิอัลบั้มชุดที่ 2 “True Colors”

JBJ

JBJ

ช็อตน่ารักๆ ของกัปตัน ชลธร, สกาย วงศ์รวี, นน ชานน, ต่อ ธนภพ และเจเจ กฤษณภูมิ จากนิตยสารแพรว

เรียงหน้า

เรียงหน้า

ดีเจนุ้ย ธนวัฒน์ ที่เคยไปยืนกรี๊ดหนุ่มๆ วง JBJ เมื่อครั้งมาเมืองไทย ก็ไม่พลาดชวนก๊วนกรรมการจากรายการ The Mask Singer มาถ่ายรูปช็อตสุดอินเทรนด์นี้

เรียงหน้า

เรียงหน้า

หนุ่มๆ จากซีรีส์ Sotus S The Series

เรียงหน้า

เรียงหน้า

ดีเจพุฒ พุฒิชัย ก็ขอตามเทรนด์กับเขาด้วย

เรียงหน้า

เรียงหน้า

ไม่ได้มีแค่คนดังบ้านเรา เพราะแม้แต่หนุ่มๆ หน้าใสจากแก๊ง F4 เวอร์ชั่น 2018 ก็ยังแอ็คท่านี้ถ่ายรูปลงนิตยสาร InStyle ของจีน

เรียงหน้า

เรียงหน้า

ดูรวมๆ แล้วต้องบอกว่าเป็นการแอ็คท่าถ่ายรูปที่น่ารักไม่หยอกทีเดียว งานนี้ถ้าใครอยากจะทำตามบ้างก็ไม่ว่ากัน

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

♥ Website : www.okmagazine-thai.com
♥ Instagram : www.instagram.com/okmagazinethailand
♥ Facebook : www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : twitter.com/okthailand

Comments

comments

หล่อในหล่อ นิชคุณ ลงพื้นที่กับ UNICEF สัมผัสชีวิตเด็กข้ามชาติที่ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า

เช้านี้เชียงใหม่อากาศดี เช่นเดียวกับบรรยากาศอันร่มรื่นของศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดป่าเป้า วัดเก่าแก่ศิลปะแบบไทยใหญ่ในเขตอำเภอเมือง แต่วันนี้ความรู้สึกของเด็กๆและพ่อครู แม่ครู ดูจะคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากในช่วงสายทางโรงเรียนกำลังจะมีกิจกรรมร่วมกับ นิชคุณ หรเวชกุล หนึ่งใน Friend of UNICEF ซึ่งคราวนี้ขอมาลงพื้นที่ไกล เพื่อมาสัมผัสให้เห็นว่าการเรียนการสอนในสถานศึกษาที่ประกอบด้วยเด็กข้ามชาติร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มนั้น เป็นไปอย่างไร  กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ #โอกาสที่เท่าเทียม หรือ #FightUnfair ที่ UNICEF หรือ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำของเด็ก ๆ ด้อยโอกาส  ทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข เช่นเดียวกับการตอกย้ำให้เห็นว่าไม่ว่าเด็กคนดังกล่าวจะเป็นใคร มีสัญชาติใด หรือไร้สัญชาติ แต่ #เด็กก็คือเด็ก  หรือ #AChildisAChild ที่เราควรให้ความใส่ใจและให้โอกาสที่เท่าเทียมไม่ต่างกัน

นิชคุณ

นิชคุณ

ทันทีที่เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงคลอไปกับการแสดงฟ้อนกิ่งกะหร่าและรำโต ซึ่งเป็นการแสดงพื้นเมืองของชาวไทยใหญ่เพื่อต้อนรับผู้มาเยือน และถือเป็นการเริ่มกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมพื้นถิ่น ก่อนจะนำไปสู่การแนะนำศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า ที่เปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติมีโอกาสได้เข้าเรียนในระดับปฐมวัยได้ตั้งแต่อายุ 4-15 ปี มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมดกว่า 219 คน มีครูผู้สอน 13 คน

“หลักสูตรการเรียนการสอนของเราเป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนด แม้เด็กจะเรียนภาษาไทยเป็นหลัก แต่ในหลักสูตรก็จะมีภาษาไทยใหญ่ และภาษาอังกฤษควบคู่กันไป เราเน้นให้เขามีทักษะชีวิต ทั้งทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาไทยเพื่อให้สามารถใช้สื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน ในขณะเดียวกันเด็กทุกคนจะได้เรียนรู้ความเป็นชาติไทย ทั้งวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย เพื่อให้ซึมซับถึงเรื่องราวของแผ่นดินไทยและมีจิตสำนึกที่ดีต่อประเทศไทย” อาจารย์ดำรง มาตี๋ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านบวกครกน้อย ห้องเรียนวัดป่าเป้ากล่าว

แม้วันนี้จะไม่ใช่วันศุกร์ที่เด็กนักเรียนทั่วไปในจังหวัดเชียงใหม่จะเปลี่ยนมาใส่ชุดไทยหรือชุดพื้นเมืองแทนชุดนักเรียนปกติ แต่เด็กนักเรียนของศูนย์การเรียนวัดป่าเป้าก็พร้อมใจกันสวมชุดไทยใหญ่มาต้อนรับแขกของโรงเรียน นักเรียนบางส่วนที่ประจำซุ้มนิทรรศการแนะนำเรื่องราวของตนเองอย่างคล่องแคล่วด้วยภาษาไทยสำเนียงภาคกลาง มีทั้งซุ้มทำอาหารพื้นเมืองอย่างข้าวแรมฟืนทอดให้ลองชิม ซุ้มงานพื้นฐานอาชีพ รวมถึงซุ้มประกาศเกียรติคุณที่เด็กนักเรียนของที่นี่ไปคว้ารางวัลจากการแข่งขันทางวิชาการกับเด็กในโรงเรียนสายสามัญอื่นๆ

“ผมประทับใจกับการที่น้องๆไปแข่งขันและได้รางวัลทางวิชาการกลับมา” นิชคุณกล่าว “เพราะนี่แสดงให้เห็นว่า เด็กๆ ทุกคนเขาเห็นคุณค่ากับโอกาสทางการศึกษาที่เขาได้รับ ที่โรงเรียนมอบให้ และที่ประเทศไทยให้กับเขา”

อาจารย์ดำรงอธิบายเกี่ยวกับการเรียนการสอนว่า “ถ้าโรงเรียนตั้งอยู่ในเขตที่ต้องรับผิดชอบด้านการศึกษา ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กไทย เด็กข้ามชาติ หรือไร้สัญชาติ เป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่ต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกกลุ่ม” ในที่นี้ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้า อยู่ในความดูแลของโรงเรียนบวกครกน้อย สังกัดสพป. เชียงใหม่ เขต 1 “แต่หากพูดถึงในแง่ของความเป็นมนุษย์ เราถือว่าคนทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาจะมาจากไหน เด็กทุกคนเริ่มต้นจากความไม่รู้เหมือนกัน จึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค”

นิชคุณ

นิชคุณ

กิจกรรมของนิชคุณในวันนี้หมดไปกับการแวะเข้าไปเยี่ยมชมห้องเรียนต่างๆ ในหลายระดับชั้น ตั้งแต่ ป.2 ถึง ป.4 เรียนคำศัพท์พื้นฐานของต่างภาษา เล่นเกมใบ้คำ ทำงานศิลปะ รวมถึงพูดคุยกับเด็กๆ ที่ล้วนต่างที่มา แต่มีจุดหมายร่วมกันคือการได้เรียนหนังสือ จุดสังเกตที่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปของที่นี่คือเด็กๆในแต่ละห้องเรียนมีอายุที่คละกัน เด็กบางคนอายุ 13-15 ปี แต่ยังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หรือ 3 ทั้งๆ ที่หากเป็นไปตามเกณฑ์ของเด็กทั่วไป พวกเขาควรเรียนในระดับมัธยมศึกษาแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเด็กที่เข้ามาเรียนที่นี่ จะถูกคัดด้วยความรู้ภาษาไทย จากนั้นเมื่อเรียนไปหากความรู้ก้าวหน้าขึ้นเร็ว อาจเลื่อนชั้นแบบก้าวกระโดดได้ภายในหนึ่งภาคการศึกษา และเมื่อเรียนจบหลักสูตร ทุกคนจะมีความรู้เทียบเท่ากับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อ่านออกเขียนได้ มีพื้นฐานวิชาชีพติดตัว

“การได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้สนุกดีครับ กิจกรรมหลายๆ อย่างที่ทำกับเด็กๆ เห็นได้ถึงความสดใสตามวัยเขา ได้สัมผัสถึงไหวพริบ ความฉลาด และความตั้งใจที่อยากเรียนรู้ของพวกเขา ทั้งๆ ที่เด็กบางคนอาจไม่รู้จักว่าผมเป็นใครด้วยซ้ำ” นิชคุณกล่าว ก่อนเสริมว่า “สิ่งที่ผมกับยูนิเซฟพยายามทำตอนนี้คือการสื่อออกไปว่า สิ่งที่เราทำคือการช่วย ‘เด็ก’ ที่ต้องการโอกาสและที่ขาดโอกาส ไม่ว่าจะเป็น เด็กยากจน เด็กพิการ เด็กไร้พ่อแม่ หรือแม้แต่เด็กข้ามชาติเองก็ถือเป็นเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน เราไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง ผมหวังว่าคนไทยและทุกคนจะได้รู้ถึงคำว่า ‘โอกาส’ สำคัญขนาดไหนสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าเขาจะมาจากชาติใด หรือมีสภาพร่างกายอย่างไร แต่เขาคือหนึ่งในอนาคตของชาติเรา”

“ตอนที่ผมนั่งคุยกับเด็กๆ ชั้น ป.6 ผมก็ถามเขาว่าน้องๆ มาอยู่เมืองไทยแล้ว น้องๆคิดว่าที่นี่ (ประเทศไทย) คือบ้าน หรือว่าที่นั่น (บ้านเดิม) คือบ้าน พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นี่คือบ้านเขา เขามองประเทศไทยเป็นประเทศที่เขารัก คำตอบนี้ทำให้ผมได้ฉุกคิดว่า ถ้าคนที่บ้านนี้ดูแลเขาดี เขาก็จะดูแลบ้านของเขาให้ดีที่สุดเช่นกัน ตรงนี้สำคัญมาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กมาจากไหน เราต้องให้โอกาสเขาโดยเฉพาะด้านการศึกษาสำหรับเด็กๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด ความรู้เป็นสิ่งสำคัญแน่นอน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคม การศึกษาเป็นขั้นแรกของการได้เข้ามาอยู่ในสังคม จะช่วยให้เด็กๆได้พัฒนาและเติบโตไปอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นการเตรียมตัวว่าโตขึ้นเขาอยากเป็นอะไร”

นิชคุณ

นิชคุณ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้นิชคุณมองเห็นว่าการศึกษาที่เด็กๆ ได้รับนั้นเป็นสิ่งมีค่าเพียงใด ตอนที่เขาตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่าโตขึ้นน้องๆอยากเป็นอะไร บางคนบอกว่าอยากเป็นนักบิน เป็นทหาร เป็นนักร้อง นักแสดง การที่ทุกคนมีความฝัน หรือกล้าที่จะฝัน เป็นเพราะว่า “เขามีโอกาสฝัน นั่นเป็นเพราะเราให้โอกาสเขาในการได้เรียนหนังสือ สิ่งที่เขาตอบแสดงให้เราได้เห็นว่าเขารู้สึกขอบคุณ ในโอกาสที่เราได้มอบให้” นิชคุณกล่าว

ศูนย์การเรียนวัดป่าเป้าเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของโอกาสทางการศึกษาที่เด็กข้ามชาติซึ่งมีจำนวนมากกว่าสองแสนคนทั่วประเทศได้รับ ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันผลักดันเพื่อโอกาสที่เท่าเทียมทางการศึกษาของเด็กทุกคน

“ผมดีใจและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยูนิเซฟ ตั้งแต่ที่ได้ทำงานร่วมกันมา ยูนิเซฟให้ความสำคัญกับเรื่องของโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ มาก ซึ่งนั่นถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศ เพราะการให้โอกาสกับสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ จะทำให้เด็กๆ เติบโตมาอย่างมีศักยภาพ ผมอยากให้ทุกคนให้โอกาสเด็กๆ เพราะเด็กก็คือเด็ก เขารู้เท่าที่เราให้เขารู้ เขามีเท่าที่โอกาสจะทำให้เขาได้มี เรามาร่วมให้โอกาสเด็กๆ ให้มีการศึกษาที่เท่าเทียมกันนะครับ”

#โอกาสที่เท่าเทียม #เด็กก็คือเด็ก #FightUnfair #AChildIsAChild

Photo credit : UNICEF 2017/Jonas Gratzer

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦

ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่

 Website : http://www.okmagazine-thai.com/
 Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
 Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments