WE ARE COMING HOME บ้านหลังใหญ่ท่ามกลางสวนสวยสไตล์อังกฤษของเดือน-ปาณนุษา บุญศรี

ท่ามกลางสวนสวยสไตล์อังกฤษที่กินอาณาเขต 2 ไร่ มีบ้านหลังใหญ่สไตล์ Barn House ตั้งตระหง่านอยู่อย่างสวยสง่า คุณเดือน-ปาณุษา บุญศรี ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร Motif Group เล่าให้ฟังว่าไอเดียในการสร้างบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ของครอบครัวเธอหลังนี้เริ่มจากโจทย์ที่ว่าต้องมีสวนสไตล์อังกฤษ มีแปลงดอกไม้ตามแบบที่คุณแม่ของเธอชื่นชอบ และเมื่อโจทย์ใหญ่ที่ต้องการคือโจทย์นี้ บ้านสไตล์ Barn House จึงเป็นแบบบ้านที่ลงตัวที่สุด “เราให้พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันช่วยออกแบบตกแต่งภายในให้ค่ะ” คุณเดือนเล่าอย่างอารมณ์ดี “เรื่องสีเราเลือกเองนะคะ เพราะว่าบ้านหลังนี้โจทย์มาจากสวนและตัวเดือนเป็นคนชอบดอกไม้สีม่วงด้วย สังเกตว่าบ้านหลังนี้จะมีดอกไม้สีม่วงเยอะ ส่วนดอกไม้ประเภทอื่นๆ เราก็จะคุมสีประมาณหนึ่ง เพราะไม่อยากให้สีโดดไปมาก สำหรับตัวบ้านเราใช้สีเทา เพราะไม่อยากให้มันจำเจ อีกทั้งสีเทายังตัดกับดอกไม้สีม่วงและสีของท้องฟ้าด้วย นอกจากนี้สีเทายังให้ความรู้สึกเท่ แล้วทุกคนในครอบครัวก็เห็นด้วยค่ะ แต่จะสังเกตว่าสีเทาของเราจะอมม่วงนิดๆ เพราะคุณแม่ชอบสีม่วงด้วยก็เลยลงตัวที่สีนี้”

สาวสไตล์เก๋เล่าว่าสมาชิกทุกคนในบ้านต่างมีส่วนร่วมในการทำบ้านหลังนี้ทุกคน “คุณแม่ พี่ชายและเดือน ช่วยกันหาหนังสือมาเปิดดูว่าชอบแบบไหน สไตล์ไหน ส่วนคุณพ่อจะดูแลเรื่องก่อสร้างค่ะ แต่เรื่องความสวยความงามเขาตามใจแม่กับลูกๆ ตอนเราสร้างบ้านหลังนี้ เราคุยกันเยอะ เนื่องจากแต่ละคนก็มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน อย่างคุณแม่จะชอบสไตล์หวานมาก ห้องนอนจะเต็มไปด้วยกุหลาบ ส่วนพี่ชายจะเป็นคนเรียบๆ เขาจะใช้สีคุมโทน ขรึมๆ สำหรับห้องของเดือนจะมีความเปรี้ยวขึ้นมาหน่อย อย่างเช่น ห้องน้ำในห้องของเดือนจะเป็นสีแดงและเป็นลายหมากรุก ด้วยความที่สเปซในห้องไม่ใหญ่และอยากได้อะไรใหม่ๆ เดือนเลยอยากเล่นอะไรให้มันสนุก ส่วนในห้องนอน เดือนจะใช้สีเบจเรียบๆ ในแต่ละห้องจะมีความเป็นตัวเองอยู่น่ะค่ะ บางครั้งเวลามาที่นี่ เราก็ไม่จำเป็นต้องพักห้องของตัวเองแต่อาจจะไปพักห้องอื่นๆ ได้ ถ้าสมาชิกในครอบครัวมาไม่ครบ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ว่าส่วนกลางอย่างห้องลีฟวิ่งรูมเราต้องใช้ความชอบของทุกคนมารวมกัน มุมลีฟวิ่งรูมนี่ถือว่าเป็นมุมโปรดของเดือนเลยนะคะ เพราะมุมนี้จะขยายไปถึงครัว โต๊ะอาหาร ซึ่งส่วนมากเวลาเราตื่นเช้าขึ้นมาเราจะออกจากห้องนอนมาอยู่ตรงนี้หรือไม่ก็นอกบ้านเลย สังเกตว่าห้องนอนแต่ละห้องขนาดจะไม่ใหญ่ เราทำแค่พอให้อยู่ในนั้นได้สบายมากกว่า ทุกคนเลยมักจะเดินออกมาข้างนอกเพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นั่งเล่นบ้าง ดูหนังบ้าง ทำกับข้าวบ้าง แล้วก็พูดคุยกันค่ะ”

ลีฟวิ่งรูมของบ้านหลังนี้ “โซฟาเป็นชิ้นใหญ่ที่เดือนคิดว่าทุกคนควรยอมลงทุนนะคะ เพราะเราต้องใช้มันบ่อย อย่างที่ร้านเราจะเด่นในเรื่องโซฟามาก เพราะก่อนนำเข้ามาเราลองนั่งเองเกือบทั้งหมด เราใส่ในเรื่องของผิวสัมผัส ความนุ่มของโซฟา ซึ่งโซฟาจะมีทั้งที่นุ่มมาก นั่งแล้วยวบลงไปเลย หรือแข็งขึ้นมาหน่อย ถ้าเป็นผู้ใหญ่เขาก็ไม่ต้องการได้โซฟาที่นุ่มมากเกินไป และเดี๋ยวนี้คนกล้าลงทุนกับโซฟสมากขึ้น เพราะใช้ได้นาน 10 ปีก็ไม่พัง อีกอย่างโซฟายังบอกถึงคาแร็กเตอร์ของคนใช้ด้วยนะคะว่าเป็นอย่างไร ส่วนมากโซฟาที่ร้านจะไม่ค่อยมีสีหวือหวามาก เน้นสีเบจหรือสีเทาซะเยอะ เพราะสีเหล่านี้สิบปีก็ไม่เบื่อ ถ้าคุณจะเล่นอย่างอื่น เช่น หมอน อาร์มแชร์ คุณจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้ ร้านของเราจะเน้นว่าโซฟาทุกตัวต้องถอดซักได้ เพราะฉะนั้น ถ้าสองสามปีผ่านไปแล้วรู้สึกว่าสีมันหมองก็ถอดออกไปซักได้สบายๆ และผ้าส่วนมากจะเป็นผ้าที่หนา ไม่อมฝุ่น เพราะว่าเมืองไทยฝุ่นเยอะค่ะ”

โต๊ะรับแขกขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้มุมลีฟวิ่งรูมทำให้เราเดาได้ไม่ยากว่าบ้านหลังนี้คงมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ ซึ่งคุณเดือนบอกถึงที่มาให้ฟังว่า เนื่องจากพี่ชายของเธอมีครอบครัวแล้ว ทำให้มีสมาชิกในบ้านเพิ่มขึ้น “บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เอาไว้สังสรรค์ค่ะ ถ้าสมาชิกที่บ้านมาที่นี่ ทุกมื้อเราต้องกินข้าวด้วยกัน เพราะตอนที่อยู่กรุงเทพฯ เราไม่ค่อยได้เจอกัน ทุกคนต่างทำงาน หรือถึงเจอกันก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มาอยู่ที่นี่ 24 ชั่วโมงเราได้อยู่ด้วยกัน พอสร้างเสร็จ เรารู้สึกคุ้มค่าที่สร้าง เพราะบ้านหลังนี้ทำให้เราได้กลับมาเป็นครอบครัวอีกครั้ง อยู่ที่นี่ตื่นเช้าขึ้นมา หลานก็จะมาเคาะประตูเรียกทุกคนให้มาช่วยกันจัดโต๊ะอาหารง่ายๆ ทำอาหารกินกันเอง พอกลางวันอาจจะออกไปหาอะไรกินข้างนอก ตกบ่ายก็กลับมานั่งคุยนั่งเล่นกัน ตอนเย็นก็ทำอาหารด้วยกันอีก แล้วก็จัดโต๊ะสวยงาม ถ้าหน้าหนาวก็จะไปจัดข้างนอก อย่างหน้าหนาวเดือนหนึ่งอาจจะมาถึง 2 ครั้ง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนเราจะมากันเดือนสองเดือนครั้งค่ะ หน้าฝนกลางคืนอากาศจะเย็นนะคะ ถ้ามาเวลานั้นก็สนุกดีเหมือนกัน”

เรียกว่าบ้านนี้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์หลายอย่างตามที่คุณเดือนได้เล่ามา นอกจากนี้หลานๆ ของคุณเดือนก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทุกคนอยากสร้างบ้านหลังนี้ด้วย “เราเคยมีคอนโดที่หัวหินนะคะ แต่วันหนึ่งที่เพื่อนๆ ของคุณแม่เริ่มมาสร้างบ้านที่นี่มากขึ้น แล้วเราก็มีที่ดินที่ซื้อไว้ คุณแม่ก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่มสร้างบ้านที่นี่ได้แล้ว อีกอย่างจะได้มีที่ให้หลานๆ วิ่งเล่นด้วย ส่วนคุณแม่ก็จะได้ปลูกดอกไม้ได้สมใจ เพราะในกรุงเทพฯเราไม่มีที่ที่จะปลูกดอกไม้เยอะขนาดนี้ และแม่เองก็ไม่มีเวลาขนาดนั้นค่ะ”


ถึงแม้บ้านหลังนี้จะเป็นอีกที่หนึ่งในการรวมตัวของสมาชิกในครอบครัว แต่ก็ใช่ว่าจะมาได้เป็นประจำทุกอาทิตย์ ดังนั้นสมาชิกในบ้านจึงต้องคอยหาเวลามาพบปะสังสรรค์กันในที่อื่นๆ ด้วย “วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันอาทิตย์เดือนจะต้องพยายามไปหาพี่ชายและหลาน เรามักจะชวนกันไปวัดที่มีอัฐิคุณปู่ คุณย่าและญาติๆ เราไปกันตอนเช้า ทำบุญ ใส่บาตรด้วยกัน หลานก็ชอบด้วยค่ะ จากนั้นเราก็ไปกินข้าวและทุกคนก็แยกย้าย คุณพ่อ คุณแม่ เดือนก็ไปหาเพื่อนของแต่ละคนค่ะ

ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่อบอุ่นค่ะ เดือนเป็นน้องคนเล็ก ได้รับความรักจากทุกคนในบ้านมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าวันนี้พี่ชายจะแต่งงานและแยกบ้านไป แต่เรายังเรียกกันว่าพี่ดวง กับน้องเดือนอยู่ อย่างบ้านที่เขาใหญ่ ถ้าเดือนมา พี่ดวงก็จะพาครอบครัวของพี่สะใภ้มาร่วมจอยด้วย เราเป็นครอบครัวเดียวกัน นอกจากนี้จากการที่เดือนไปเรียนวาดรูปกับครูโต (ม.ล.จิราธร จิรประวัติ) ก็ทำให้เดือนกล้าแสดงความรักกับคนในครอบครัวมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่เดือนไปเรียน เราจะกอดและบอกรักกันเสมอ มันทำให้เรารู้สึกง่ายที่จะทำอย่างนี้กับคนในครอบครัวด้วยค่ะ คือคนสมัยก่อนเขาจะไม่กล้าบอกรักกัน มันเป็นเรื่องยากที่จะแสดงออก แต่พอเราคือคนที่เดินเข้าไปกอดเขา มันก็ทำให้เราใกล้ชิดทางจิตใจกันมากขึ้น เดือนรู้ค่ะว่าครอบครัวเรารักกัน แต่แค่เราไม่ได้พูดให้กันฟังเท่านั้น อีกอย่างวิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือก็ทำให้เราแสดงความรักต่อกันง่ายขึ้นด้วย เพราะครอบครัวเราก็เล่นไลน์ วอทส์แอป เราก็ส่งรูปให้เขาดู บอกรักเขาบ่อยขึ้น เพราะเวลาพิมพ์ เราไม่เขิน เวลาเดือนไปเมืองนอกก็จะไลน์คุยกับคนในครอบครัวตลอด หรืออย่างหลาน ถึงแม้เราจะอยู่กันคนละบ้าน เขาก็ส่งรูปมาให้ดูทุกวันค่ะ

เรามักมีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกประทับใจครอบครัวของตัวเองอยู่เรื่อยๆ นะคะ อย่างมีวันหนึ่งที่พี่ดวงพูดขึ้นมาว่า ยิ่งเขาแต่งงานออกจากบ้านไป เขายิ่งห่วงเดือนมากขึ้น เพราะเขาไม่ได้เห็นเดือน ซึ่งเดือนฟังแล้วรู้สึกประทับใจมากค่ะ เพราะพี่ดวงเป็นผู้ชายทำให้เขาไม่ค่อยกล้าพูดอะไรแบบนี้ รวมถึงตัวเดือนเองเห็นเดือนเป็นคนร่าเริงอย่างนี้แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมคนนะคะ และเป็นคนที่ไม่ชอบให้ให้ใครมาตามเราด้วย แต่กับครอบครัว เดือนจะบอกเขาเสมอ ไม่ว่าจะกินข้าว หรือไปเมืองนอกเดือนจะรายงานตัวตลอดค่ะ”
ในเรื่องของหน้าที่การงาน การที่คุณเดือนก้าวมาไกลได้ขนาดนี้เธอบอกว่าครอบครัวมีส่วนช่วยผลักดันเป็นอย่างมาก “ถ้าวันแรกครอบครัวไม่เชื่อใจเรา เขาคงไม่ยอมให้เราลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ตอนนั้นเดือนยังเด็กแล้วอยากเป็นเจ้าของกิจการ เราก็เดินไปขอเงินเขา ถึงแม้จะไม่ได้เยอะมากแต่ก็ประมาณหนึ่ง ซึ่งครอบครัวเดือนก็มองว่าเงินก้อนนี้เหมือนเป็นค่าเล่าเรียนด็อกเตอร์ในชีวิตจริงของเดือน และถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าเดือนได้เรียนในชีวิตจริง แต่โชคดีที่กิจการไปได้ด้วยดี เราก็เลยได้ทำมาตลอดจนถึงวันนี้ค่ะ”

คุณเดือนบอกว่าอาจจะเป็นเพราะเริ่มกิจการตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้เธอและหุ้นส่วนกล้าที่จะเสี่ยงในการลงทุนกับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่ในเวลานั้นยังเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมีคู่แข่งสักเท่าไหร่ “เรียกว่าพอมีปัญหาเราก็แก้กันไป ที่บ้านก็คอยซัพพอร์ตให้คำปรึกษาตลอด ตัวเดือนกับหุ้นนส่วนเราก็เริ่มทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อของ ทำบัญชีเอง ส่งของเอง และผลจากการที่เราเรียนรู้ทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ทำให้วันนี้เดือนสั่งลูกน้องได้ พูดได้อธิบายได้

เรียกได้ว่าชีวิตในทุกวันนี้ของคุณเดือนเป็นชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝัน เธอมีกิจการเป็นของตัวเองที่เติบโตขึ้นทุกวัน มีไลฟ์สไตล์ที่จัดสรรเวลาให้กับตัวเอง เพื่อน และครอบครัวได้อย่างลงตัว “เวลาที่บริษัทมีอีเวนต์สำคัญๆ ถ้าสมาชิกครอบครัวอยู่เมืองไทย เขาจะเคลียร์เวลานั้นให้ว่างและมาให้กำลังใจเดือนทุกครั้ง ครอบครัวเหมือนทุกอย่าง เหมือนชีวิตของเดือน เราเติบโตมาแบบนี้ก็เพราะครอบครัวเราเลี้ยงและสั่งสอนเดือนมา ทุกคำสั่งสอนของเขาที่เรามักจะมองว่าบ่น (หัวเราะ) แต่เดือนก็สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้บ่อยครั้ง ”

✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦✦
ติดตามนิตยสาร OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
♥ Website : http://www.okmagazine-thai.com/
♥ Instagram : https://www.instagram.com/okmagazinethailand/
♥ Facebook : https://www.facebook.com/okmagthailand
♥ Twitter : https://twitter.com/okthailand

Comments

comments